
การสร้างสังคมคุณธรรม
“คุณธรรม” เป็นคุณงามความดีที่ถูกปลูกฝังเข้าไปในจิตใจของคนเพื่อให้ มีสติระลึกได้ว่า สิ่งใดดี ควรทำ สิ่งใดไม่ดี ไม่ควรทำ
“คุณธรรม” เป็นคุณงามความดีที่ถูกปลูกฝังเข้าไปในจิตใจของคนเพื่อให้ มีสติระลึกได้ว่า สิ่งใดดี ควรทำ สิ่งใดไม่ดี ไม่ควรทำ
โดย..พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
โดยยึดถือ “ประโยชน์สุข” ของคนในสังคมส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์กำหนด จึงสามารถสร้างความสงบสุขให้กับสังคมนั้นได้ เพราะทุกคนรู้สิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้ไม่กระทำในสิ่งที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตน
ในอดีตการปลูกฝังคุณธรรมต้องทำกันตั้งแต่เด็กๆ โดยผู้ใหญ่นิยมเล่านิทานให้เด็กฟัง และเมื่อเล่าให้เด็กฟังแล้ว ผู้ใหญ่ก็ต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างในคุณงามความดีตามเรื่องที่เล่านั้นด้วย จนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมนั้นที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
นิทานที่นิยมนำมาเล่ากันมากที่สุดคือ นิทานอีสป เพราะมีการสรุปเป็นคติสั้นๆ “นิทานเรื่องนี้สอนว่า” ทำให้เด็กจดจำนำไปปฏิบัติได้ง่าย ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำมาทำเป็นนิทานการ์ตูนสั้นสองภาษาเผยแพร่ทางสื่อสาธารณะ ทำให้เด็กได้เรียนรู้ทั้งคุณธรรมและภาษาในเวลาเดียวกัน เช่น เว็บไซต์ http://flashmini.com
มีนิทานเรื่องหนึ่งที่อมตะมาก และถูกนำมาสั่งสอนกันเป็นหลักการสอนคุณธรรมกันจนถึงปัจจุบันคือ เรื่อง “แม่ปูกับลูกปู” ซึ่งมีสาระสั้นๆ ดังนี้
วันหนึ่งแม่ปูถามลูกปูว่า “ทำไมลูกถึงเดินเบี้ยว ลูกปูควรเดินตรงๆ นะ”
ลูกปูตอบว่า “ถ้าอย่างนั้นทำให้ผมดูซิครับ แล้วผมจะทำตาม”
แม่ปูไม่อาจทำตามที่บอกลูกปูได้ และหลังจากนั้นก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ให้ผลดีกว่าสอนอย่างเดียว”
เรื่องการเป็น “ตัวอย่าง” นี้ นักวิชาการได้นำมาอธิบายเป็นทฤษฎีพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์ เรียกว่า “ทฤษฎีสังคมกระจกเงา” (Social Mirror Theory) ซึ่งนำเสนอครั้งแรกจากแนวคิดของ Wilhelm Ditthey (18831911) ว่า
“คนเราสามารถเรียนรู้เพื่อรับรู้ความคิดและความรู้สึกของตนเอง ได้จากการอยู่ในโลกแห่งความคิดและความรู้สึกของสังคม”
จากปรัชญานี้ได้มีการศึกษาต่อโดยนักจิตวิทยาสังคมและนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในปี 2539 นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพาร์มา ประเทศอิตาลี ประกอบด้วย Dr.Vittorio Gallese, Dr.Leonardo Fogassi และ Dr.Giacomo Rizzolatti เป็นผู้เปิดประตูนำไปสู่การไขความลับนี้ โดยพบว่าภายในสมองของคนเรามีเซลล์ชนิดหนึ่ง ซึ่งต่อมาตั้งชื่อว่า เซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron)
โดยอธิบายว่า เซลล์กระจกเงาเป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในสมองของมนุษย์ ซึ่งทำหน้าที่เลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ ของผู้อื่นมาเป็นพฤติกรรมของตนเอง
การค้นพบของนักวิชาการในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดการค้นคว้าวิจัยบทบาทและหน้าที่ของเซลล์ชนิดนี้อย่างกว้างขวาง ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การศึกษา จิตวิทยาและสังคมวิทยา ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการเรียนรู้ และการพัฒนาตนเองของมนุษย์อย่างมากมาย
อาทิ พฤติกรรมของเด็กและเยาวชน เป็นผลมาจากเซลล์กระจกเงาไปลอกเลียนแบบพฤติกรรมตัวอย่างที่ได้พบเห็นในสังคม และพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กเล็กๆ เป็นผลมาจากการทำงานของเซลล์กระจกเงา ทำให้เด็กสามารถเข้าใจเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดของผู้พูดได้ การเข้าใจจิตใจผู้อื่นได้ดีเป็นผลมาจากการที่เซลล์กระจกเงาทำหน้าที่อ่านใจ (Mind Reading) บุคคลผู้นั้น เป็นต้น
จากแนวคิดของทฤษฎีกระจกเงานี้ นักวิชาการในวงการศึกษาได้เสนอให้นำมาใช้ในการพัฒนาเด็กไทย โดยเฉพาะพฤติกรรมการเลียนแบบของเด็กที่เกิดขึ้น จากการทำงานของเซลล์กระจกเงาในตัวเด็กเอง
ถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในสังคมมีทักษะในการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกๆ โดยไม่ใช่เพียงแค่การใช้ “คำพูด” ในการสั่งสอนลูกเท่านั้น เซลล์กระจกเงาจะทำงานได้ดีเมื่อลูกเห็นพฤติกรรมของพ่อแม่ และสามารถสะท้อนสิ่งที่ดีแล้วซึมซับเข้าไปเป็นลักษณะนิสัยของตัวเด็กเอง
ประโยชน์ของทฤษฎีนี้ ทำให้สังคมรู้ว่าแบบอย่างที่ดีจากพ่อแม่คือ สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาลักษณะนิสัยและสภาวะคุณธรรมในตัวเด็กตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งสอดคล้องกับนิทานอีสปที่กล่าวในข้างต้น และเป็นตรรกะเดียวกับคำพูดของผู้ใหญ่ในอดีตที่นิยมตำหนิเด็ก ซึ่งความประพฤติไม่ดีว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน”
แนวคิดนี้สามารถเชื่อมโยงต่อไปยังทฤษฎีการกล่อมเกลาทางสังคม (Socialization) ที่บอกว่า การรับรู้เพื่อสร้างค่านิยม ทัศนคติของบุคคล เกิดจากการเรียนรู้สิ่งที่ถูกต้องผ่านสื่อกลางของสังคม 6 กลุ่ม คือ สถาบันครอบครัว สถานศึกษา สถาบันศาสนา ชุมชน กลุ่มเพื่อน และสื่อมวลชน ซึ่งมีกระบวนทัศน์เดียวกัน
ดังนั้น การสร้างสังคมคุณธรรมให้เกิดขึ้นจำเป็นต้องสร้างกระบวนทัศน์ของสื่อกลางทั้ง 6 กลุ่มให้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยกำหนดบรรทัดฐานของสังคม (Norms) ที่ทุกคนยอมรับและยึดถือประพฤติปฏิบัติ
พร้อมกับรณรงค์ให้คนในสังคม ตั้งแต่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ นักบวชผู้สอนศาสนา ชนชั้นนำของสังคม (Elite) เพื่อนร่วมสังคม และสื่อมวลชน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนในสังคมโดยประพฤติตามบรรทัดฐานเหล่านั้น เพื่อให้สิ่งที่ดีงามซึมซับเข้าสู่สมองผ่านประสาทสัมผัสทั้งหกคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เข้าสู่เซลล์กระจกเงาของเด็กและเยาวชน และยึดถือเป็นลักษณะนิสัยที่ถาวรยั่งยืน
อย่างไรก็ดี การเป็นแบบอย่างต่อสังคมนั้น เปรียบเสมือนเหรียญที่มีสองด้านทั้งดีและไม่ดี จึงสมควรที่ผู้ใหญ่ต้องระมัดระวัง ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดีซึ่งจะทำให้เด็กจดจำนำไปปฏิบัติจนเกิดค่านิยมในทางที่ผิด เช่น โกงก็ได้ถ้าทำให้ประเทศเจริญ เป็นต้น
บางพฤติกรรมเป็นสิ่งที่พลั้งเผลอได้ง่ายคือ การใช้คำพูดที่ไม่สุภาพ เช่น ไอ้ อี มัน ฯลฯ ซึ่งชนชั้นนำเผลอพูดจนกลายเป็นภาษานิยมใช้กันได้แม้กระทั่งในรัฐสภา หรือบางครั้งใช้คำที่มีสองความหมาย เช่น เอาอยู่ ซึ่งเมื่อสื่อนำไปเผยแพร่ต่อในลักษณะล้อเลียน ทำให้เด็กและเยาวชนยุคหลังๆ ไม่ทราบว่า คำเหล่านี้เป็นคำที่ไม่สุภาพ เพราะผู้ใหญ่ใช้กันจนคุ้นชิน และเผยแพร่ทางสื่อมวลชนจนเห็นว่าเป็นเรื่อง “ธรรมดา”
เรื่องนี้คงต้องฝากทั้งผู้พูดต้องระมัดระวังมากขึ้น และสื่อมวลชนต้องช่วยกันกลั่นกรองไม่เผยแพร่ต่อ
นอกจากนั้น อากัปกิริยาการพูดที่มีลีลาแสดงอารมณ์รุนแรง ซึ่งเรียกว่า “มีสีสัน” โดยเฉพาะในรัฐสภาที่มีการถ่ายทอดไปทั่วประเทศ บางครั้งก่อให้เกิดอารมณ์โกรธ ทั้งผู้พูดกับผู้ได้รับผลกระทบจากคำพูด จนกลายเป็น “วิวาทะ” แสดงพฤติกรรมที่ไม่งดงามอันเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับเด็กและเยาวชนจดจำนำไปใช้
หรือละครสะท้อนสังคมที่เรียกว่า ละครน้ำเน่า ซึ่งแพร่ภาพทางโทรทัศน์ก็ทำให้เด็กเลียนแบบในสิ่งไม่ดี
ลักษณะนิสัยบางอย่างที่ลูกซึมซับจากพ่อแม่ได้ง่ายที่สุดคือ อบายมุข จะสังเกตได้ว่า ถ้าพ่อดื่มเหล้าสูบบุหรี่ลูกก็จะคุ้นชินว่าเป็นเรื่องธรรมดา หรือพ่อแม่เล่นการพนัน ลูกก็จะคุ้นชินและรับมรดกนักพนันมาด้วย
นอกจากนั้น เมื่อโลกปัจจุบันหมุนมาสู่ยุคโลกาภิวัตน์ที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่เข้าสู่ประสาททั้ง 6 ของมนุษย์ได้ง่าย ทำให้เกิดการแพร่กระจายของวัฒนธรรมข้ามชาติมากมาย ทำให้มีการเลียนแบบ จนทำให้พฤติกรรมอันดีงามของสังคมไทยที่มีมาตั้งแต่ในอดีตได้ถูกทำลายไปมาก เช่น ความเมตตา การให้อภัยกัน ความเกรงใจไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น อัธยาศัยไมตรีอันดีงาม ความสุภาพอ่อนน้อม และมารยาทตามสมบัติผู้ดี จึงมีความจำเป็นที่สังคมต้องสร้างภูมิต้านทานให้กับเด็ก ซึ่งมีวุฒิภาวะทางสังคมที่อ่อนด้อยมากขึ้น
เมื่อพูดถึงหนังสือสมบัติผู้ดีแล้ว จำได้ว่าในอดีตมีการสอนสมบัติผู้ดีควบคู่กับหนังสือมารยาทเล่มน้อยตั้งแต่ระดับประถม มาถึงวันนี้ไม่ทราบว่ายังสอนกันอยู่หรือไม่
ถ้ายังสอนอยู่ก็จะเป็นสิ่งดี เพราะมีครูและพ่อแม่เป็นแบบอย่าง “ทำตามที่สอน” สังคมไทยก็จะดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ควรนำสาระของหนังสือเหล่านี้ใส่ไว้ในประมวลจริยธรรมของทุกหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน เพื่อแนะนำและเตือนสติให้ผู้ใหญ่ในสังคมประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็ก
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า การสร้างสังคมคุณธรรม “ง่ายนิดเดียว” ถ้าผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างที่ดี ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคมที่ร่วมกันกำหนด
เพื่อให้สิ่งที่ดีงามของสังคมไทยซึมซับเข้าสู่เซลล์กระจกเงาของเด็ก และประพฤติปฏิบัติตาม อันจะเป็นการกล่อมเกลาทางสังคมจนเกิด “สังคมคุณธรรม” ที่สร้างประโยชน์สุขให้แก่คนในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน







