
ทัศนะเหตุบอมบ์ก่อการร้าย-ตอบโต้นโยบายไทย
หลังเกิดเหตุระเบิด 3 จุดในกรุงเทพฯ ทำให้มีคำถามว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้ายสากลจริงหรือ?
หลังเกิดเหตุระเบิด 3 จุดในกรุงเทพฯ ทำให้มีคำถามว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้ายสากลจริงหรือ?
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
หลังเกิดเหตุระเบิด 3 จุดในกรุงเทพฯ ทำให้มีคำถามว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้ายสากลจริงหรือ?
ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตโฆษกรัฐบาล มองว่าแนวโน้มดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกี่ยวกับการก่อการร้าย โดยมีปัจจัย 3 ส่วน คือ 1.กลุ่มบุคคลดังกล่าวมีความสามารถในการประกอบระเบิด และมีเครือข่ายคอยหนุนหลัง แต่กลุ่มบุคคลนั้นก็ยังไม่มีความชำนาญมากพอในการประกอบวัตถุระเบิด
2.เพื่อต้องการตอบโต้ไทยหรือบรรดาพันธมิตรประเทศ เกี่ยวกับนโยบายด้านการต่างประเทศ ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้อยู่จริง และ 3.ที่ผ่านมาประเทศไทยพยายามผลักดันกลุ่มบุคคลที่เคลื่อนไหวในลักษณะก่อการร้ายให้ออกนอกประเทศไปตั้งแต่ปี 2551 และยังมีความพยายามโจมตีสถานทูตอิสราเอล แต่ไทยก็สามารถตอบโต้ป้องกันได้
อย่างไรก็ดี ไทยถือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ณ เวลานี้ แต่ไม่ใช่ถึงกับสูงมาก ซึ่งต่างจากอดีตที่ไทยติดอยู่ในลำดับที่ต่ำ ดังนั้นเรื่องดังกล่าวจะมองข้ามไม่ได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ ทั้งนี้ลักษณะการโจมตีกลุ่มก่อการร้ายจะเลือกประเทศเปิด เพื่อเข้ามาเคลื่อนไหว อาทิ ปากีสถาน ไทย
นอกจากนี้ ไทยต้องยกระดับความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และต้องยอมรับว่าการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รวมทั้งการท่องเที่ยวของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยวิธีแก้ คือ 1.ต้องปรับระดับความเข้มงวดในการติดตามตรวจสอบ 2.ต้องร่วมมือกับประเทศที่มีความชำนาญและความรู้เกี่ยวกับการก่อการร้ายในการค้นหาข้อมูล เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวเป็นระบบ เพื่อให้ไทยลดการเผชิญหน้าและปัญหาความขัดแย้งที่ตามมา
3.ต้องติดตามว่าหน่วยข่าวกรองของเราเกิดปัญหาในด้านใดบ้าง และ 4.รัฐบาลต้องจัดเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงในการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันในยุคโซเชียลมีเดียมีความรวดเร็ว หากชี้แจงช้าไปก็ทำให้เกิดผลกระทบต่อประเทศตามมาได้
สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า หากมองในมุมกระแสสังคมก็จะออกมาตามสื่อที่ปรากฏเป็นข่าว แต่อย่าลืมว่าเรื่องดังกล่าวในประวัติศาสตร์ก็มีความพยายามดำเนินการกับสถานทูตอิสราเอล ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่
ประเด็น คือ ถ้ามองอย่างนั้นมันส่งผลกระทบอะไรกับประเทศไทย ทั้งนี้ที่ผ่านมามีบรรยากาศการโหมโรงมาระยะหนึ่ง ตั้งแต่กรณีที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ประกาศเตือนพลเมืองของตัวเองให้ระวังว่าอาจเกิดการก่อการร้ายในไทย และการจับกุม อาทริส ฮุสเซน กรณีเกี่ยวข้องกับสารตั้งต้นระเบิด
ข้อสำคัญ กรณีที่สหรัฐคัดค้านไทยไม่ให้สนับสนุนรับรองสถานะความเป็นรัฐอิสระของปาเลสไตน์ ซึ่งสมมติว่าหากวันใดวันหนึ่งมีปัญหากับอิสราเอล บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศทำสงครามกับอิสราเอล รวมทั้งพันธมิตรทำสงครามกับอิสราเอลด้วย ไทยจะดำเนินการอย่างไร
ดังนั้น ทางออกคือต้องดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยใช้กฎหมายของไทยเป็นตัวตั้ง หากพบว่ามีความผิดจริงหรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มใด และเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย ก็ต้องจัดการตามกฎหมายของไทยด้วยความถูกต้อง เพราะเรื่องนี้ละเอียดอ่อน
สุรชัย ศิริไกร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้น 3 จุดนั้น น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ทั้งนี้รัฐบาลต้องทำหน้าที่ตรวจสอบว่าเหตุดังกล่าวเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลใดบ้าง และต้องทำอย่างตรงไปตรงมา เพราะอาจมีผลกระทบต่อประเทศตามมาภายหลัง
วิธีป้องกัน คือ 1.เพิ่มมาตรการป้องกันด้วยการไม่ทำให้ไทยเป็นพื้นที่เป้าหมายก่อการร้าย ที่จะกระทบต่อพลเรือนหรือนักท่องเที่ยว และ 2.ต้องตรวจสอบว่ากลุ่มดังกล่าวที่ดำเนินการอยู่ มีจุดประสงค์อะไรกับประเทศไทย อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายมีเป้าหมายมาจากการเมืองทั้งสิ้น จึงต้องพิสูจน์ให้ชัด
ทั้งนี้ ยอมรับว่าเรื่องก่อการร้ายที่เกิดขึ้น อาจเกิดมาจากความสัมพันธ์ต่อนานาประเทศ สมมติว่าการที่ไทยไปรับรองปาเลสไตน์ หรือสนับสนุนอิสราเอล หรือเป็นไปได้ว่าเป้าการก่อการร้ายที่แท้จริงอาจเกิดจากนโยบายด้านการต่างประเทศของไทย เป็นเหตุให้พุ่งเป้ามาโจมตี หรือทำเพื่อให้ทบทวนนโยบายใหม่ หรืออาจใช้เราเป็นเพียงที่ซ่องสุมอาวุธเพื่อนำไปใช้กับประเทศอื่น
“หากเป็นการตอบโต้นโยบายของไทย เราต้องทบทวนว่าสิ่งที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการถูกต้องหรือไม่ หากไม่ก็ต้องแก้ไข แต่ถ้ายืนยันว่าถูกต้อง ก็ต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก”
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการนายกฯ มองว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นมองได้ชัดว่าเป็นการก่อการร้าย เป็นขบวนการที่เข้ามาเพื่อบางสิ่งบางอย่าง โดยใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ แต่ไม่ได้พุ่งเป้าหมายโจมตีประเทศไทย และที่ผ่านมาในงานด้านข่าวกรองของประเทศไทย มีความย่อหย่อนต่างจากอดีตที่มีการทำงานกันอย่างเป็นระบบ แลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่ได้เป็นเป้าหมายความขัดแย้งกับอาหรับ ตะวันออกกลาง ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา แต่ไทยมีจุดอ่อนตรงที่ปล่อยให้คนต่างชาติเข้ามาได้ง่าย โดยไม่ได้คำนึงถึงปัญหาที่ตามมา เพราะเน้นเป็นประเทศท่องเที่ยว อีกทั้งมีความสะดวกในการหาซื้ออุปกรณ์หรือวัสดุที่นำมาผลิตเป็นอาวุธอันตรายได้







