
พิษรักวาเลนไทน์
กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว สำหรับเทศกาลวันแห่งความรัก หรือ “วาเลนไทน์” ที่คนไทยต้องคอยนับสถิติกันว่า
กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว สำหรับเทศกาลวันแห่งความรัก หรือ “วาเลนไทน์” ที่คนไทยต้องคอยนับสถิติกันว่า
ปีนี้จะมีเด็กและเยาวชนต้องสังเวยพรหมจรรย์ให้กับเทศกาลที่ว่านี้กี่ราย เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะสามารถจับกุมวัยรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ที่ลักลอบมีเพศสัมพันธ์ในโรงแรมม่านรูดได้กี่มากน้อย และอีก 89 เดือนข้างหน้าจะมีสถิติ “คุณแม่วัยใส” ตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจอีกกี่ชีวิต
...แทบไม่ต่างอะไรกับมหกรรม 7 วันอันตรายที่สังคมไทยต้องคอยนับศพผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยที่หน่วยงานรัฐหรือผู้บริหารบ้านเมืองไม่สามารถควบคุมหรือแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้
เทศกาลวาเลนไทน์ ใช่เพียงแค่ดอกกุหลาบหรือช็อกโกแลตที่ถีบราคาและยอดขายสูงขึ้นเท่านั้น ทว่าจำนวนเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อของเทศกาลอันบ้าคลั่ง ไม่ว่าจะด้วยความหลงผิด พลาดพลั้ง หรือจำยอม ก็พบว่ามีสถิติทะยานสูงขึ้นอย่างน่าหวาดหวั่น และสะท้อนถึงปัญหาสังคมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โพลหลายสำนักโหมกระพือผลสำรวจเรื่องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ในช่วงวาเลนไทน์กันอย่างหวือหวาน่าตื่นตะลึง อาทิ 1 ใน 3 ของเด็กอายุ 14-15 ปี ยอมรับว่าเคยมีเพศสัมพันธ์หมู่ หรือสวิงกิง ขณะที่วัยรุ่นชายมักใช้วิธีพิสูจน์ความรักของแฟนสาวด้วยการมีเซ็กซ์เท่านั้น
ตอกย้ำด้วยผลวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า สถิติของคุณแม่วัยใสมีเซ็กซ์ครั้งแรกโดยไม่ป้องกันถึง 33.9% และมีเยาวชนตั้งครรภ์อายุน้อยที่สุดคือ 11 ปี ยังไม่นับเรื่องเกี่ยวกับความรู้และทัศนคติในการใช้ถุงยางอนามัยที่ไม่ถูกต้อง อันเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายและแพร่กระจายโรคติดต่อ
ทว่าแหล่งความรู้เรื่องเพศหรือผู้ที่จะให้คำปรึกษาแก่เด็กได้ กลับไม่ใช่พ่อแม่ผู้ปกครองหรือครูอาจารย์ที่ใกล้ชิด ทำให้เด็กต้องไขว่คว้าหาความรู้เองหรือบางครั้งลองผิดลองถูก จนสุดท้ายต้องตกเป็นเหยื่อความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ล่าสุดการแฉข้อมูลแหล่งค้ากามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ในพื้นที่กลางกรุงที่ถูกเปิดเผยโดยนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สส. ระบบบัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย ซึ่งแม้จะเป็นเพียงการขี่กระแสหรือมีวัตถุประสงค์อื่นใดก็ตาม แต่ก็ตีแผ่ให้เห็นถึงความหละหลวมและเพิกเฉยในการปราบปราม
ตราบใดที่หน่วยงานรัฐยังไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนอย่างที่ควรจะเป็น หลังจบเทศกาลวาเลนไทน์ย่อมคาดเดาได้ไม่ยากว่า มาตรการกฎเหล็กและการรณรงค์ทั้งหลายที่วางไว้ย่อมเงียบหายไปตามกระแส หรือแม้แต่กฎหมายฉบับสำคัญอย่างเช่นการทำแท้งเสรีหรือไม่เสรี จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ตกผลึก และไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงให้ถึงที่สุด
หรือต้องรอนับศพทารกอย่างเหตุการณ์ 2002 ศพ ซุกโกดังวัดไผ่เงินกันอีกรอบ ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองจึงจะตื่นลืมตา







