posttoday
เดินหน้าเหลียวหลังบ้าง

เดินหน้าเหลียวหลังบ้าง

12 กุมภาพันธ์ 2555

งาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” จบลงด้วยความชื่นมื่น

งาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” จบลงด้วยความชื่นมื่น

แม้จะมีหลายเสียงคัดค้านการจัดงานก็ตาม แต่ประเทศไทยจะต้องเดินหน้าต่อในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะความสมานฉันท์ของคนไทยด้วยกัน

รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เองก็ได้ประกาศเดินหน้านโยบายอย่างไม่หยุดหย่อน ตามที่ประกาศไว้ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้นเข้ามาบริหารประเทศกว่า 6 เดือนแล้ว

แต่การเดินหน้าลุยลูกเดียว บางครั้งหากเดินเร็วเกินไป ก็อาจจะหกคะเมนตีลังหาก็เป็นไปได้ เพราะฐานยังไม่แน่นเลย หลายเรื่องจึงจำเป็นต้องรอเวลาที่เหมาะสม ถึงจะค่อยๆ เดิน ก็ยังไม่สายเกินไป และอาจจะได้รับผลสำเร็จดีกว่าก็เป็นไปได้

ตัวอย่างของนโยบายที่รีบทำ ในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องยังไม่มีความพร้อมเลย อาทิ นโยบายพักหนี้ครัวเรือนที่มีหนี้คงค้างต่ำกว่า 5 แสนบาท ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจยื่นแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 255415 ก.พ. 2555 แต่จำเป็นต้องขยายเวลาออกไปจนถึงวันที่ 15 เม.ย. 2555 เพราะขณะนี้มีเกษตรกรมายื่นแสดงความจำนงเพียง 68,460 ราย คิดเป็นมูลหนี้ประมาณ 8,511.81 ล้านบาท หรือประมาณ 8.83% ของจำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 777,090 ราย มูลหนี้ 90,502.55 ล้านบาท

แม้มีการผ่อนปรนเกณฑ์การแสดงหลักฐานยื่นชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2554 ได้ก็ตาม

สาเหตุที่มีเกษตรกรเข้ามายื่นแสดงความจำนงน้อยเกินกว่าที่คาดไว้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากระยะเวลาที่เปิดให้ลูกค้ามายื่นแสดงความจำนงเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถติดต่อกับลูกค้าเพื่อชี้แจงโครงการและสิทธิให้รับทราบ ในขณะที่ลูกค้าเองก็ไม่สามารถเดินทางมาแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการได้

ทั้งนี้ ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจนถึงวันที่ 15 เม.ย.นี้ จะมีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมสักเท่าไร ถึงเวลานี้เชื่อว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบน่าจะคิดหาทางหนีทีไล่ว่าจะเดินหน้าโครงการอย่างไรต่อไป หากมีผู้ขอพักหนี้น้อยเหลือเกิน

ส่วนนโยบายเพิ่มเงินในกระเป๋าให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ทั้งการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท หรือการปรับขึ้นผลตอบแทนให้แก่ผู้จบปริญญาตรีถึง 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน รัฐบาลจะต้องคิดให้ลึกซึ้งและคิดให้ไกลอีกหน่อยว่า ลงมือทำไปแล้วจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง มิใช่คิดเพียงช่วยลดภาษีเงินได้ให้แก่นิติบุคคลลงจาก 30% เหลือ 23% เพื่อเป็นการชดเชยนั้นไม่เพียงพอหรอกในสถานการณ์ที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังอ้าแขนรับเงินลงทุนต่างประเทศมากในปัจจุบันนี้

เวลานี้โรงงานไทยหลายแห่งได้ย้ายโรงงานหรือขยับขยายฐานการผลิตไปตั้งอยู่ในประเทศข้างเคียง เหตุผลสำคัญ คือ ค่าจ้างงานถูกกว่าไทยมาก เช่น กัมพูชา ค่าจ้างตกวันละ 100 บาท หากย้ายไปใช้แรงงานที่นั่นแล้วจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคิดสักนิด และเหลียวหลังดูบ้างว่าโครงการใดที่เดินหน้าไปแล้ว ส่งผลกระทบโดยตรงหรือข้างเคียงอย่างไรบ้าง เพื่อแก้ไขปัญหาก่อนที่จะลุกลามใหญ่โตในอนาคต และหากโรงงานของคนไทยเองยังย้ายไปต่างประเทศเลย แล้วนักลงทุนต่างชาติที่ไหนจะมีความเชื่อมั่นหรือเห็นประโยชน์ว่าอยู่เมืองไทยแล้วจะดีเหมือนที่ผ่านมา  

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย