posttoday
'ปู-ป๋า'กาลาดินเนอร์ 'ปรองดอง'เชิงสัญลักษณ์

'ปู-ป๋า'กาลาดินเนอร์ 'ปรองดอง'เชิงสัญลักษณ์

09 กุมภาพันธ์ 2555

ความปรองดองสมานฉันท์ทางการเมืองระหว่าง 2 ขั้วอำนาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่? แม้ในวันนี้แกนนำคนเสื้อแดง

โดย...ปริญญา ชูเลขา

ความปรองดองสมานฉันท์ทางการเมืองระหว่าง 2 ขั้วอำนาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่? แม้ในวันนี้แกนนำคนเสื้อแดง หรือกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะไม่ส่งเสียงคัดค้านที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มาเป็นประธานในงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย”ในวันที่ 10 ก.พ.นี้ ณ ทำเนียบรัฐบาล ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ค่ำคืนกาลาดินเนอร์ครั้งนี้ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” รมช.เกษตรและสหกรณ์ หนึ่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปู 2 ในฐานะเจ้าภาพจัดงาน และเคยเป็นแกนนำ นปช.เคลื่อนไหวทางการเมืองชุมนุม “เท้าตบ” ขับไล่ พล.อ.เปรม ถึงหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งข้อหาฐานเป็น “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหารปี 2549 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยการใช้อำนาจนอกระบบจนนำไปสู่การยกระดับการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ “ไพร่” ขับไล่ “อำมาตย์” โดย นปช.มองว่าพล.อ.เปรม คือตัวแทนฝ่ายอำมาตย์

ผลของการต่อต้านนำมาสู่การใช้ความรุนแรง เกิดการเผชิญหน้าระหว่าง นปช.กับรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ใต้เงากองทัพ จบลงด้วยการสลายการชุมนุมในเหตุการณ์การสลายการชุมนุมครั้งใหญ่ที่แยกราชประสงค์ปี 2553 มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตมากมาย ผลพวงจากการกระชับพื้นที่ แกนนำคนเสื้อแดงสำคัญๆ ต่างมีคดีล้มเจ้าและก่อการร้ายติดตัว กลายเป็นแผลบาดหมางทางการเมืองที่ฝังใจซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย

ทว่า ในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 10 ก.พ.นี้ จะเกิดภาพประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย ที่ พล.อ.เปรม จะเดินเข้าทำเนียบรัฐบาลเป็นครั้งแรก จากที่ไม่เคยเฉียดรั้วตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เลยตั้งแต่มีรัฐบาลใต้อาณัติ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งไล่มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนยุค สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แทบไม่มีเวลาบริหารประเทศ เพราะโดนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จัดม็อบ “มือตบ” ไล่ไม่ให้เข้าทำเนียบรัฐบาล

'ปู-ป๋า'กาลาดินเนอร์ 'ปรองดอง'เชิงสัญลักษณ์

แต่ตอนนี้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยกลับทำได้ แม้ความสมานฉันท์และความปรองดองที่จะมาสมานรอยแผลจากการช่วงชิงอำนาจที่ผ่านมา จะไม่หายสนิทไปจากทั้งสองฝ่าย แต่อย่างน้อยการพบกันระหว่างตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ระหว่าง “ไพร่” กับ “อำมาตย์”ก็ทำให้เกิดบรรยากาศความรู้สึกปรองดองสมานฉันท์ขึ้นมาได้ในสายตาของคนไทย

การที่ยิ่งลักษณ์จะได้พบและพูดคุยกับป๋าเปรมอย่างเป็นการเป็นงานหนนี้ เกิดขึ้นได้ไม่ใช่เพราะบังเอิญหรือจัดฉากอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรียุคใต้เงา พ.ต.ท.ทักษิณ กี่คนต่อกี่คนก็ไม่มีใครเข้าบ้าน พล.อ.เปรม ได้สักคน หรือแทบจะไม่มองหน้ากันเลยด้วยซ้ำ ต่างจากรัฐบาลสมัยอภิสิทธิ์ ที่ชื่นมื่นเดินเข้าออกไปอวยพรป๋าเปรมถึงหัวบันไดบ้านได้อย่างสนิทสนมเหมือนลูกชายสุดที่รัก

แต่กับลูกสาวอีกคนต่างกันมาก แต่ก็ต้องยกนิ้วให้ในความเป็นผู้หญิงของนายกรัฐมนตรี ถึงลูกตื๊อที่พยายามจะพิชิตใจป๋าเปรมให้ได้ เริ่มต้นด้วยการ “เข้าทาง” กองทัพ เพราะทราบดีว่าป๋าเปรมกับกองทัพแยกกันไม่ออก และด้วยเสน่ห์ที่เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงนอบน้อมอ่อนหวาน ชายชาตรีอกสามศอกอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และบรรดาผู้นำเหล่าทัพ โจทก์เก่าสมัยทำปฏิวัติ 19 ก.ย. 2549 ก็ยังใจอ่อนเริ่มต้นกลับมาทำงานด้วยกันด้วยดี

หากยังจำกันได้ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่งเดินสายบุกไปหาบรรดาผู้นำเหล่าทัพถึงรัง นายกรัฐมนตรีปูไล่ตรวจเยี่ยมราชการและหยอดคำหวานให้กำลังในการทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดี ยิ่งในช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 รัฐบาลและกองทัพได้ร่วมงานกันใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือนำพาประชาชนให้รอดพ้นความทุกข์ยากจากปัญหาน้ำท่วม จึงเริ่มเกิดความคุ้นเคยกันมากขึ้น

ที่สำคัญ “มือประสาน” ให้งานราบรื่นระหว่างกองทัพกับรัฐบาล คือ “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนเดียวในรัฐบาลชุดนี้ที่เดินเข้าออกบ้านสี่เสาเทเวศร์ได้

ขณะเดียวกันบิ๊กอ๊อดก็ทำหน้าที่ได้โดนใจกองทัพและ พล.อ.เปรม หลายเรื่อง โดยเฉพาะจุดยืนการ “เทิดทูนสถาบัน” และ “ไม่ล้วงลูกกองทัพ” และที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็นจุดยืนไม่แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้กลายเป็นเครื่องรับรอง จึงทำให้ป๋าเปรมอุ่นใจที่จะสานสัมพันธ์ด้วยกับรัฐบาล จึงทำให้ความสัมพันธ์ก็ขยับดีขึ้น เพราะรัฐบาลจับทางถูกว่าเมื่อป๋าเปรมคิดอย่างไร กองทัพย่อมคิดเช่นนั้น ดังนั้นเข้าทางกองทัพได้ ย่อมเป็นการเปิดทางเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ได้เช่นกัน

แม้จะเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทำนองว่า รัฐบาลกำลัง “ยืมชื่อ” ป๋าเปรมมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อดึงความเชื่อมั่นและศรัทธาของรัฐบาลกลางงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” ต่อหน้าทูตนานาชาติทั่วโลก หรือนักธุรกิจนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่จะมาร่วมงานได้สบายอกสบายใจว่า การเมืองนิ่งการเดินหน้าแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลย่อมเป็นไปอย่างราบรื่น แต่หลังจากนี้การเมืองไทยยังหนีไม่พ้นความขัดแย้งอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม การดึงป๋าเปรมเข้าทำเนียบรัฐบาลได้ อย่างน้อยประชาชนทั่วไปก็เกิดความรู้สึกใจชื้นขึ้นมาได้ว่า ความปรองดองสมานฉันท์ทางการเมืองอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ทว่า สิ่งสำคัญไปกว่านั้น คือ นายกรัฐมนตรีจะใช้ประโยชน์จากจุดเริ่มต้นที่ได้เริ่มเปิดสายสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาลกับ พล.อ.เปรม ได้ยั่งยืนแค่ไหน จะพัฒนาลำดับความสัมพันธ์จนไปสู่ความปรองดองได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่เชิงสัญลักษณ์แห่งการปรองดองอีกไม่นานจะได้รู้กัน

 

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง