posttoday
บึ้มแบงก์กรุงเทพ ปมร้ายเศรษฐกิจ

บึ้มแบงก์กรุงเทพ ปมร้ายเศรษฐกิจ

02 มีนาคม 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

ในที่สุดเหตุการณ์ป่วนประเทศก็เกิดขึ้น หลังจากคำพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 46,373 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา

แต่เหตุการณ์ป่วนเมืองครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่การทำลายเศรษฐกิจ โดยการปาระเบิดหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลม และนำเอาระเบิดลูกเกลี้ยง ชนิดเอ็ม 67 ยังใช้การได้ ไปวางไว้ที่ลานจอดรถหน้าธนาคารที่สาขาพระราม 2 และหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาพุทธมณฑลสาย 4

การที่ธนาคารกรุงเทพกลายเป็นเป้าป่วนเมือง ก็เพราะถูกลากเข้าไปพัวพันกับการเมืองในข้อหาใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรมติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ผู้ที่กลุ่มคนเสื้อแดงเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ

การที่ธนาคารกรุงเทพถูกมองเช่นนั้นก็เพราะเมื่อครั้งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2527 ได้เกิดข่าวลือว่าธนาคารกรุงเทพจะล้มจากปัญหาหนี้เสียในประเทศจีน ทำให้ประชาชนแห่ถอนเงิน จน พล.อ.เปรม ในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องออกมายืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว

“ถ้าธนาคารกรุงเทพล้ม ประเทศไทยก็ล้ม” นี่เป็นคำยืนยันจากปากของพล.อ.เปรม ในเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ และหลังจากนั้นเมื่อ พล.อ.เปรม เลิกเล่นการเมือง ธนาคารกรุงเทพจึงได้เคยเชิญ พล.อ.เปรม เป็นที่ปรึกษาของธนาคารระยะหนึ่ง

แม้หน่วยงานรักษาความปลอดภัยและธนาคารเองจะทุ่มเทกำลังไปในการรักษาความปลอดภัยธนาคารมากขึ้น แต่สิ่งที่จะตามมาจากการพุ่งเป้าไปที่การทำลายธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ เป็นการทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ผลกระทบทางตรงยังไม่ชัดเจน แต่ผลกระทบโดยอ้อมนั้นมีแน่นอน

ที่ผลกระทบโดยตรงไม่รุนแรงนั้น ก็เพราะเหตุการณ์ระเบิดจะแค่ทำลายทรัพย์สินที่เป็นอาคารและสิ่งก่อสร้างของธนาคาร ซึ่งธนาคารก็มีการทำประกันภัยรองรับความเสียหายไว้

หมายถึงวงเงินความเสียหายมากแค่ไหนก็จะได้รับการชดเชยจากเงินค่าสินไหมทดแทน

แต่ผลกระทบโดยอ้อมต่อระบบเศรษฐกิจที่จะได้รับก็คือ การค้าขายในบริเวณสาขาที่ธนาคารกรุงเทพตั้งอยู่ โดยเฉพาะในเขตจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นของคนเสื้อแดงจะซบเซาทันที

แม่ค้ารายหนึ่งในซอยละลายทรัพย์ ถนนสีลม กล่าวว่า เหตุการณ์ระเบิดจะทำให้คนที่จะมาจับจ่ายใช้สอยซื้อของในย่านสีลมลดลง ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าที่ลงทุนไปแล้วก็กังวลใจว่าการค้าขายจะฝืดเคือง จะบอกว่าเหตุการณ์ไม่มีผลกระทบคงไม่ได้

“เชื่อว่าร้านค้าบริเวณรอบสาขาของธนาคารกรุงเทพทั้งประเทศจะได้รับผลกระทบเหมือนกัน และอาจจะต้องปิดร้านชั่วคราวหากไม่แน่ใจในความปลอดภัย” แม่ค้ารายนี้กล่าว

ปรากฏการณ์ไล่วางระเบิดสาขาของธนาคารกรุงเทพ หากเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแค่ไม่กี่วันแล้วก็หายไป ผลกระทบที่จะมีต่อระบบเศรษฐกิจจะไม่มากนัก

นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย เปิดเผยถึงกรณีการปาระเบิดตามสาขาของธนาคารกรุงเทพว่า น่าจะสร้างความกังวลให้กับผู้ใช้บริการตามสาขาของธนาคารกรุงเทพ โดยกังวลถึงความปลอดภัยมากขึ้น แต่คาดว่าเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น และไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของธนาคารกรุงเทพแต่อย่างใด เพราะเป็นผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ดี นั่นเป็นการมองโลกในแง่ดี แต่หากข่าวการวางระเบิดสาขาออกมารายวันต่อเนื่องยาวนาน ผลกระทบจะรุนแรงเพราะคนจะไม่กล้าไปใช้บริการ หรือเฉียดกรายเข้าไปใกล้สาขาของธนาคาร

สิ่งที่จะตามมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็คือต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ที่จะสูงขึ้น จากการลดความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันภัยจลาจล ที่ครอบคลุมทั้งอาคารที่ทำการ ชีวิตและทรัพย์สินของพนักงานธนาคารและของบุคคลที่สามคือลูกค้าของธนาคารด้วย

ขณะนี้มีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้เตรียมที่จะซื้อประกันภัยเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมภัยทุกอย่างเพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจจะลามมาถึงธนาคารของตัวเองได้ทุกเมื่อ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ได้ประสานงานกับผู้จัดการสาขาเมื่อเช้าวันที่ 1 มี.ค. ให้เตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าต้องทำอะไรบ้าง หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง และลุกลามมากกว่านี้

“ยังไม่คิดว่าเรื่องนี้จะใช้ธุรกิจแบงก์เป็นเครื่องมือ และหวังว่าเหตุการณ์จะไม่เลวร้ายไปกว่านี้ เวลานี้หากเหตุการณ์ลุกลาม ก็ไม่ส่งผลดีต่อใครทั้งนั้น” นายประสาร กล่าว

อย่างไรก็ดี ปัญหาก็คือ ต้นทุนของธนาคารพาณิชย์นี้จะถูกผลักไปที่ผู้บริโภค คือจะเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งในที่สุดก็จะกลายเป็นต้นทุนในการคำนวณดอกเบี้ยของธนาคารที่จะคิดกับลูกค้า

ซึ่งจะถือว่าต้นทุนส่วนนี้คนไทยทุกคนที่มีเงินฝากหรือกู้เงินจากธนาคารจะต้องแบกรับภาระที่เพิ่มสูงขึ้นทางอ้อม

นอกจากนี้ ความเสียหายที่จะได้อย่างหนักก็คือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่สบายใจที่จะเข้ามาเที่ยว หากเหตุการณ์บานปลายรุนแรงขยายวงไปทุกหย่อมหญ้าในประเทศ คือมีการวางระเบิดในหลายจังหวัด ไม่จำกัดวงเพียงแค่บางจุด ความเสียหายจะมากขึ้นจนอาจจะรับไม่ได้

นายชัยวัฒน์อุทัยวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องควบคุมเหตุการณ์ให้อยู่ อย่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย และรุนแรงกว่านี้ เพราะอาจส่งผลต่อความมั่นใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเดือน เม.ย. ก็จะถึงช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาอีก ฉะนั้นเรื่องต่างๆ ควรจบลงภายในเดือน มี.ค. ถ้าเลยจากช่วงนี้ไป หยุดไม่ได้ เชื่อว่าจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวแน่

อย่างไรก็ดี ช่วงนี้รัฐบาลควรชี้แจงทำความเข้าใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะการสื่อสารให้กับประชาชนเกิดความเข้าใจ ซึ่งที่ทำอยู่ก็อยู่ในเกณฑ์ดี เพราะรัฐบาลมีการเตรียมการก่อนหน้านี้

“รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงเหตุการณ์ต่างๆ เป็นระยะ และที่สำคัญเรื่องที่เกิดขึ้นควรยุติให้เร็ว ส่วนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตลาดหุ้น และภาคเอกชนก็ต้องช่วยกันสื่อสารให้นักลงทุนเข้าใจมากขึ้น” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารพาณิชย์นั้น ได้เตรียมตัวและมีการสื่อสารกับลูกค้ามาตลอด ทั้งเรื่องดอกเบี้ย สภาพคล่อง สถาบันการเงินยังอยู่ในสภาพที่ดี มีความแข็งแกร่ง ขอเพียงรัฐบาลทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า

สิ่งที่ห่วงคือ ภาคการท่องเที่ยวและความมั่นใจของนักธุรกิจในระยะสั้นถ้ารุนแรงมาก ก็จะกระทบ เพราะการท่องเที่ยวมีผลต่อเศรษฐกิจสูงมาก

ประเด็นการจับสถาบันการเงินเป็นตัวประกันในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่มีการดึงเอาธนาคารพาณิชย์เข้าไปพัวพันกับการเมือง และเป็นเรื่องที่อาจจะบานปลาย หากความรุนแรงขยายตัวบานปลายออกไปไม่หยุด

เรื่องนี้คนที่จะได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดคือประชาชนผู้ใช้บริการธนาคารที่จะไม่ได้รับความสะดวก รวมทั้งต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย