
เพิ่มการตรวจสอบ
การแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.)
การแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.)
ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมทั้งพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาตรา 31 เพื่อให้อำนาจนายกรัฐมนตรี มีอำนาจบริหารจัดการภัยพิบัติได้ แม้ว่าภัยนั้นจะยังไม่เกิดขึ้น แต่รู้ว่าจะเกิดขึ้น
แม้หลักการจะพูดถึงการให้อำนาจนายกรัฐมนตรีคุมการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ แต่กระบวนการนั้นกลับแยกฝ่ายปฏิบัติออกมาต่างหาก โดยกำหนดให้มีรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเป็นคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ซึ่งโดยรูปแบบแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับโครงสร้างการแก้ปัญหาอุทกภัยในปี 2554 โดยนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม หรือ ศอส. พร้อมทั้งประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อควบคุมสถานการณ์
ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติการ คือ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. ที่มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งหากกล่าวถึงภาพรวมการแก้ปัญหาที่ผ่านมาของรัฐบาล ก็อาจสรุปได้ว่า ความล่าช้าไม่ทันการณ์ ซ้ำตัดสินใจผิดพลาดในบางเรื่อง มาจากผู้รับผิดชอบ ผู้บริหารไม่มีความรู้เข้าใจปัญหา และกระบวนการสั่งการมีลำดับชั้นขั้นตอนมากเกินไป
ความรู้ความเข้าใจของผู้มีหน้าที่ตัดสินใจสั่งการแก้ปัญหา ถือเป็นสิ่งจำเป็น ความผิดพลาดที่ผ่านมา คือ การเตรียมรับมือของรัฐบาล อาทิ การขุดลอกคลองฝั่งตะวันออกและตะวันตก เพื่อระบายน้ำไม่ประสบความสำเร็จ และเมื่อภัยพิบัติเข้ามาเผชิญหน้าในช่วงวิกฤต รัฐบาลจึงตัดสินใจแต่งตั้งผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำเป็นคณะกรรมการระบายน้ำในสถานการณ์อุทกภัยที่มีความร้ายแรง
นอกจากนี้ แม้นายกรัฐมนตรีจะประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อกุมอำนาจสั่งการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ แต่กลับไม่มีการติดตาม ตรวจสอบ การสั่งการ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายตามมาอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะการสั่งเปิดปิดประตูน้ำตามจุดต่างๆ ที่ประสบปัญหากลุ่มอิทธิพลทุกระดับเข้าขัดขวาง
ดังนั้น โครงสร้างใหม่ที่จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ ก็ไม่ต่างไปจากเดิม ซึ่งหากจะหวังให้เกิดประสิทธิภาพ ป้องกันความผิดพลาดเช่นที่ผ่านมา รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นถึงการยอมรับข้อเสนอทางวิชาการเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์นโยบายแก้ปัญหา รวมทั้งมาตรการในการติดตามตรวจสอบ ว่ามีการปฏิบัติตามคำสั่งแนวทางนั้นอย่างถูกต้องและครบถ้วน
มิฉะนั้น ไม่ว่าจะให้อำนาจเด็ดขาดไปแค่ไหน แต่หากสั่งการไปด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ซ้ำยังขาดการติดตามผล ก็ไม่สามารถป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้ และเสียงเรียกร้องหาผู้รับผิดชอบต่อภัยพิบัติในอนาคต ก็จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงบิดพลิ้วได้







