
ทหารกร้าว นิติราษฏร์ห้ามแตะม.112 ย้ำให้นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณสถาบันฯ
ภายหลังที่รัฐบาลแต่งตั้ง นลินี ทวีสิน จากผู้แทนการค้าไทย ให้มาดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ภายหลังที่รัฐบาลแต่งตั้ง นลินี ทวีสิน จากผู้แทนการค้าไทย ให้มาดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมถึงความเหมาะสม เนื่องจากมีรายชื่อติดอยู่ในแบล็กลิสต์กระทรวงการคลังสหรัฐ จนเกิดคำถามตามมาของฝ่ายค้านว่า เหตุใด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงเลือกคนซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาทำหน้าที่
แม้ยิ่งลักษณ์จะพยายามเลี่ยงตอบกระทู้ถามมาตลอด โดยอ้างว่าติดภารกิจ ท้ายสุดในการประชุมสภาผู้แทนเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา นายกฯ ยอมชี้แจงให้สังคมรับทราบถึงเหตุผลในการเลือกนลินีเพราะว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน อีกทั้งยังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และปริญญาเอกจากมหาวิทยารีเจนต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์การทำงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สว.กทม. ผู้แทนการค้าไทยถึง 5 ปี
“ขณะที่เรามีการพิจารณานั้นก็ไม่มีข้อร้องเรียนใดที่เกี่ยวกับนางนลินีเลยตั้งแต่ท่านเป็นผู้แทนการค้าไทย และเมื่อเราได้ข้อสรุปแล้วจึงได้ส่งให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญเหมือนทุกรัฐบาลที่กระทำกันมา ซึ่งคุณสมบัติของนางนลินีจึงไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ” ยิ่งลักษณ์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าได้ทำตามขั้นตอนตามกฎหมาย เพราะระหว่างการคัดเลือกบุคคลมา เป็นรัฐมนตรีนั้น ไม่มีข้อร้องเรียนเข้ามาอย่างเป็นการ แต่หากมีข้อร้องเรียนเข้ามาก็พร้อมจะปฏิบัติตาม ส่วนเรื่องบัญชีดำก็ไม่ทราบมาก่อนเช่นกัน แต่ภายหลังที่ทราบก็มีข่าวออกมาแล้ว และขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติเป็นทางการ ตามหลักสิทธิส่วนบุคคลนั้นถือว่าตราบใดที่ยังไม่มีข้อยุติต้องให้ความเป็นธรรม และยืนยันว่าหากมีข้อยุติในข้อกฎหมายออกมาอย่างเป็นทางการก็พร้อมจะปฏิบัติตาม
สอดรับด้วยคำพูดของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ว่าก่อนแต่งตั้งได้มีการตรวจ สอบคุณสมบัติแล้ว พบว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ นายกฯ จึงไม่ทราบว่ามีบัญชีดำมาก่อน
ประเด็นสำคัญไม่แพ้กัน เมื่อที่ประชุมสภาฯ ได้มีมติเห็นชอบผ่านพระราชการกำหนด (พ.ร.ก.) 2 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการป้องกันภัยพิบัติ และ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย แต่ก็เป็นไปด้วยความทุลักทุเล เพราะเกิดการประท้วง ด้วยเหตุผลรัฐมนตรีไม่อยู่รับฟังการอภิปราย
จนฝ่ายค้านต้องขอนับองค์ประชุม ขณะที่ ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ตอบโต้ด้วยการเสนอญัตติขอปิดอภิปรายเพื่อตัดบท ทำให้ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงกลางที่ประชุมว่า “ในเมื่อฝ่ายรัฐบาลใช้เสียงข้างมากปิดปาก สส. ในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนโดยไม่สนใจและให้ความสำคัญกับเสียงข้างน้อย ฝ่ายค้านจึงขอไม่เข้าร่วมสังฆกรรมในการลงมติเกี่ยวกับ พ.ร.ก.ทั้งสองฉบับ และจะเดินออกจากห้องประชุม”
อีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลต้องตามเคลียร์เพื่อฟื้นศรัทธาความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ประเทศ หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ประกาศเตือนพลเมืองของสหรัฐที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในไทยให้ระวัง เพราะอาจเกิดการก่อร้ายขึ้น จนบรรดาประเทศน้อยใหญ่ต่างออกประกาศเตือนตามมาภายหลัง
ล่าสุด สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ได้เปิดกระทรวงบัวแก้วเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันต้อนรับเอกอัครราชทูต หรือผู้แทนของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย 7 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรีย ไอร์แลนด์ สวีเดน กรีซ อิตาลี สหราชอาณาจักร และโรมาเนีย
ซึ่งผลตอบรับเป็นไปในทิศทางดีขึ้น โดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้มี 10 ประเทศได้ยกเลิกประกาศเตือนแล้ว และหนึ่งในนั้นก็มีสหรัฐรวมอยู่ด้วย และเหลืออีก 9 ประเทศยังคงประกาศเตือน ขณะที่ออสเตรียเตรียมพิจารณาถอนประกาศในไม่ช้า เว้นแต่อังกฤษที่ยังยืนยันชัดเจนว่า ไม่สามารถถอนคำประกาศเตือนได้ เนื่องจากเป็นแค่การประกาศเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น
กลายเป็นประเด็นถกเถียงให้กับสังคมครั้งใหญ่ หลังจากกลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกมาเคลื่อนไหวพร้อมเสนอแนวคิดให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งตลอดระยะที่ผ่านมา มีทั้งเสียงตอบรับและคัดค้าน ทำให้คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีมติไม่ให้กลุ่มนิติราษฎร์ใช้พื้นที่ในรั้วมหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวอีกต่อไป เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในสังคม และเกรงว่าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ขึ้น
ตามด้วยแรงสนับสนุนจากกลุ่ม “วารสารฯ ต้านนิติราษฎร์” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประกอบด้วยศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และคณาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอของนิติราษฎร์ที่เรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 เพราะถือเป็นการละเมิดเสรีภาพของประมุขประเทศ
สำทับด้วยท่าที พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ประกาศชัดไม่สนับสนุนแนวคิดกลุ่มนิติราษฎร์ และอยากให้รักษาไว้ซึ่งการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหา กษัตริย์ทุกพระองค์ สำนึกในวีรชน บรรพบุรุษที่ทำให้เราอยู่ตรงนี้ เขามั่นใจว่าทุกคนสำนึกในจุดนี้ ส่วนที่รัฐธรรมนูญเปิดให้ทุกคนทำโน่นทำนี่ได้ก็จะมีกติกา แต่ที่สำคัญคือ ผู้ที่มีหน้าที่แต่ละระดับชั้น ทั้งนี้หวังว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีสำนึกความเป็นคนไทย รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร
เรียกเสียงฮือฮาตลอดกับแนวคิดของ ร.ต.อ.เฉลิม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พลังแผ่นดินปราบปรามยาเสพติด หลังจากที่ได้เสนอปรับปรุงคุกบางเขนเพื่อใช้เป็นที่จองจำนักโทษการเมือง ล่าสุด เมื่อผลการทำงานของตำรวจเข้าตา สามารถจับกุมบุกยึดยาเสพติดตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีการระบาดของยานรกอย่างหนัก
ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม เตรียมจัดการกับผู้กระทำผิดด้วยการขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 3,500 ล้านบาท เพื่อสร้าง “ซูเปอร์แมกซ์” เรือนจำยุคใหม่ทันสมัย สำหรับใช้กักขังนักโทษคีดยาเสพติด อีกทั้งคุณสมบัติคร่าวๆ สามารถป้องกันสัญญาณโทรศัพท์เพื่อไม่ให้นักโทษสามารถสั่งยาได้จากภายในเรือนจำ ดังนั้นคงต้องดูว่าแนวคิดนี้จะได้ผลสรุปอย่างไร ตามความต้องการมือปราบหรือไม่
ชนวนความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีให้เห็นต่อเนื่องรายวัน ทว่า เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพรานชุด ร้อย ทพ.4302 จ.ปัตตานี ยิงถล่มใส่ชาวบ้าน เพราะความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน ซึ่งผลการตรวจสอบยืนยันชัดว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดบริสุทธิ์ ขณะที่ทหารยังคงยืนกรานว่าถูกตอบโต้จากชาวบ้านก่อน
ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่ต่างรวมตัวและกดดันให้ทหารพรานชุดดังกล่าวออกนอกพื้นที่ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก จะออกมาแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะยังไม่สามารถระบุได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร แต่พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
“ถ้าเกิดความเข้าใจผิด ต้องมีการชดใช้และเยียวยา รวมถึงต้องลงโทษ ทั้งนี้ไม่กำหนดระยะเวลาในการสืบสวน แต่จะผิดหรือไม่ผิดต้องมีการเยียวยา และทำให้ประชาชนมีความเข้าใจ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบ แต่ต้องให้เครดิตทหาร เพราะเขาทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตลอดเวลา แต่ถ้าพบว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ต้องมีการชดใช้เยียวยาและย้าย หรือลงโทษผู้กระทำผิดตามขั้นตอน”







