
ก้าวข้ามความคิด "สมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์"
ก้าวข้ามความคิด "สมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์" เกราะปกป้อง 'สถาบันกษัตริย์'
ก้าวข้ามความคิด "สมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์" เกราะปกป้อง 'สถาบันกษัตริย์'
โดย..ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
หมายเหตุ : วิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดโครงการบรรยายสาธารณะตลาดวิชาการ ท่าพระจันทร์ ครั้งที่1/2555 หัวข้อ "ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" ณ ห้องประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยวิทยากรร่วมบรรยายประกอบด้วย เกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มีสาระสำคัญ ดังนี้
"ธรรมศาสตร์ไม่เคยคิดล้มเจ้า"
เกษียร เตชะพีระ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธรรมศาสตร์เป็นมหาลัยเปิดเพื่อสอนวิชากฎหมายเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเรียนและศึกษาเพื่อนำความรู้ไปปกครองบ้านเมืองให้และร่วมกันถือหางเสือรัฐนาวาสยามได้ให้เกิดจิตใจ ในอดีตทีผ่านมาช่วงเส้นแบ่งระหว่างกับใหม่ในช่วงพ.ศ.2475 ไม่ใช่ความรู้สึกต่อระบอบสถาบันกษัตริย์ แต่เป็นความรู้สึกว่าหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 ราษฎรมีสิทธิออกเสียงและร่วมรับผิดชอบมีจิตใจเป็นเจ้าของชาติ
ขณะที่ ความมหัศจรรย์ตอนนี้ คือ ประชาธิปไตยและการเมืองเป็นโครงสร้างทั่วไป แต่คนในสังคมคิดกับตัวเองราวกับอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ ความคิดแบบนี้ทำให้เกิดความลักลั่นนำมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ดูได้จากเวลาได้ยินคนใช้สิทธิ์ตามโครงสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จึงรู้สึกเคืองทันที นำมาสู่กระบวนการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ร้ายฝ่ายตรงข้าม ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาอยู่ในวังวนความขัดแย้งทางการเมืองอย่างอันตรายจนไม่อาจเลี่ยงได้
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผ่านเหตุการณ์ต่อสู้มามากมายโดยเฉพาะเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 จึงถือเป็นพันธะในความรับผิดชอบทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ ที่ชาวธรรมศาสตร์พึงต้องหาทางป้องกันและแก้ไข กรณีแบบนี้ไม่ให้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยอีก ประกาศห้ามใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยครั้งล่าสุดได้สะท้อนว่าคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยชุดปัจจุบัน ลืมและละทิ้ง ความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ไป ทั้งหมดเกิดมาด้วยกระบวนการและวิธีเดียวกัน
ไม่ต้องกลัวธรรมศาสตร์ เท่าที่ผมทราบไม่มีใครในธรรมศาสตร์คิดล้มเจ้า แต่สิ่งที่คนในธรรมศาสตร์ควรมีใช้สำนึกทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ที่จะล้มล้างการเมืองที่ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือไล่ล้างทำลายคนดีไปจากประเทศไทยเหมือนกับที่อ.ปรีดีเคยถูกกระทำมา
ยอมรับว่าประเด็นนี้ยากมากที่จะให้คุยให้เข้าใจแต่อยากขอให้ยึดหลักสสำคัญไว้ 3 ข้อ ได้แก่ 1.อย่าลืมว่าเราต้องอยู่สังคมเดียวกัน คือ ไม่ว่าเกลียดกันแค่ไหนพวกเราก็ยังต้องอยู่ในสังคมเดียวกัน ขณะเดียวเวลาเสนออะไรออกมานั้นเป็นสิ่งคนอีกกลุ่มหนึ่งรักมากที่สุด อย่าพูดเอามันสะใจหรือคิดว่าเสนอออกไปแล้วเป็นก้าวหน้าสุดยอด แต่ต้องใช้เหตุผล อย่างกร่าง ใจเขาใจเรา
2.พยายามเลี่ยง Head Speech เพราะเป็นภาษาที่ปลุกให้เกิดความเกลียดชังมันมากเกินไป เช่นเดียวกับภาษาสงครามส่อให้เกิดความรุนแรง ไม่มีทางที่ประเทศจะเปลี่ยนได้ เพราะเปลี่ยนด้วยความรุนแรงมักจะฆ่ากันต่อ
3.ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องแสดงความใจใหญ่ออกมา ด้วยการเปิดพื้นที่เสรีภาพแบบไม่ควรเลือกข้าง ถ้าปิดพื้นที่ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยก็อาจพอรับได้ แต่ในทางกลับกันควรมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นมากกว่าเพราะสิ่งที่ออกมาไปกระทบต่อการใช้เสรีภาพ
ดังนั้น ถ้าผู้บริหารใจใหญ่จัดสิช่วยให้บ้านเมืองเย็นลงสำหรับมีพื้นที่พูดเรื่องนี้โดยที่ไม่ต้องตราหน้าด่ากันก่อน เพราะในอดีตก็เคยมีการดำเนินการมาแล้วในการเปิดอภิปรายเรื่องสังคมนิยมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ช่วงปี 2514 ทั้งที่มีพ.ร.บ.คอมมิวนิสต์
นอกจากนี้ ไม่คิดว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบ 6 ต.ค.2519 ตามที่ประกาศของผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกมา เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์อ่อนแอแม้มีเสียงมากในสภา จึงไม่คิดว่าน่าจะใช้กำลังกับฝ่ายเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเรื่องใหญ่ของชนชั้นนำไทยตอนนี้ คือ แก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพราะทุนนิยมจะไปไม่รอดถือเป็นจังหวะชี้เป็นชี้ตายของทุนนิยม ทำให้ต้องรวมศูนย์อำนาจรัฐขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมก่อนปัญหาอื่น เชื่อได้ว่าไม่อยากให้เกิดความรุนแรง ความรุนแรงจัดตั้งจากรัฐไม่น่าจะมี แต่สิ่งที่น่ากลัว คือ ม็อบที่ปลุกมาจากกความเกลียดชัง ที่มาจากคนพูดไม่คิด เพราะกลัวว่าคุณจะไม่ได้ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือต่างหาก
"ธรรมศาสตร์กำลังเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลง"
ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกก่อตั้งขึ้นมาเมื่อกว่า 70ปีก่อนโดยให้มีการเรียนการสอนแบบผสมผสานระหว่างเป็นมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นหลักการศึกษาตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ซึ่งพื้นที่ก่อตั้งธรรมศาสตร์แห่งนี้มาจากเงินลงทะเบียนของนักศึกษาในเวลานั้น หลักการของปรีดีในการก่อตั้งธรรมศาสตร์ คือ ต้องผลิตมนุษย์ยุคใหม่เข้าสู่ระบอบการเมืองและยืนหยัดในหลักการทางการเมืองไม่ว่าคุณจะปรารถนาหรือไม่ ทำให้มหาวิทยาลัยถึงมีชื่อว่า มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
การเรียนการสอนปรีดีบอกว่าก่อนจบนักศึกษาต้องใช้ชีวิตร่วมกัน 5-7 วันเพื่ออบรมบ่มเพาะความเป็นธรรมศาสตร์ ในกระบวนการอย่างนี้ปีรีดีบอกว่าหน้าที่ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ต้องเผยแพร่วิชาการในการปกครองบ้านเมืองและพัฒนาประเทศตามระบอบประชาธิปไตยไปยังประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์ของตัวเองตามครรลองที่ถูกต้อง ยืนยันความเป็นประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยที่ปรีดีปรารถนา คือ ระบอบรัฐธรรมนูญมีความหมายว่าคนทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียวกันรวมทั้งผู้นำของระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ด้วย ตามแนวหลักการประชาธิปไตยใน 3 ด้านสำคัญ คือ สิทธิ เสมอภาค และ เสรีภาพ ถ้าท่านปรีดีกลับมาได้ก็คงตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้
เส้นทางของธรรมศาสตร์กว่า 70ปีที่ผ่านมา ถือว่าทรหดเป็นอย่างมาก มีช่วงรุ่งโรจน์เพียง 15 ปีแรก ต่อมารุ่งริ่ง รุ่งโรจน์เพราะปรีดีได้ขึ้นสู่อำนาจและบริหารมหาวิทยาลัยตามแนวทางที่ได้วางเอาไว้ แต่พอเข้าสู่ปี2490ภายหลังมีการรัฐประหารปรากฏว่าเป็นเส้นทางที่ต้องต่อสู่เพื่อรักษาความอยู่รอดจากการเกือบถูกย้ายไปอยู่ย่านบางกะปิจากเหตุการณ์กบฎแมนฮัตตัน ผ่านการต่อสู้เหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆเพื่อรักษาพื้นที่ ทั้งหมดนี้เป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาไม่ใช่อาจารย์ แต่ตอนนี้กลายเป็นอาจารย์ออกหน้าแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง
"ถึงเวลากำหนดขอบเขตเสรีภาพ"
พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สถานที่ราชการตอบแบบกำปั้นทุบดิน คือ สถานที่ซึ่งเป็นของราชการ ต้องพิจารณาว่าธรรมศาสตร์ถือเป็นส่วนหนึ่งของราชการและเป็นหน่วยงานของรัฐหรือไม่ คงต้องตอบว่าใช่ เพราะถือเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ แต่มีพื้นที่สาธารณะที่แตกต่างจากสถานที่ราชการแบบอื่น ประเด็นตอนนี้ คือ เสรีภาพทางวิชาการ สมัยอ.ปรีดีในคำกล่าวรายงานเปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใช้คำว่า เสรีภาพทางการศึกษา เข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกันกับเสรีภาพทางวิชาการซึ่งได้มีการรับรองอย่างเป็นทางการโดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิทางการศึกษา
ในปัจจุบันเป็นวิกฤตทางภาษาเพราะจะมีคนใช้คำเดียวกันแต่มีความแตกต่างกัน เช่น ประชาธิปไตย สิ่งที่เป็นวาทกรรมถกเถียงอย่างมาก คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. 2475 ก็ยังเถียงกันอยู่ถึงปัจจุบันว่าชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่ ประเทศไทยของเรายังไม่มีความพร้อมไม่เข้าใจว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยของฝรั่งคืออะไร ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้จัก แท้ที่จริง ณ เวลานั้นสภาวะทางสังคมโดยเฉพาะคนที่มีการศึกษาระดับสูง เท่าที่ได้กลับไปศึกษาดูพบว่ายุคนั้นมีเสรีภาพทางความคิดมากกว่าปัจจุบัน ประกอบกับช่วงเป็นสว.6ปีได้มีโอกาสได้อ่านบันทึกประชุมสภายุคเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่มีคำพูดหลายๆคำพูดที่ไม่สามารถพูดได้ในตอนนี้
บรรยากาศของธรรมศาสตร์คิดว่าเมื่อปี2502ที่ผมเข้ามาครั้งแรก เวลานั้นธรรมศาสตร์เป็นยุคสายลมแสงแดด นักศึกษามีความสุขมากๆคนถนัดอะไรก็ทำอย่างนั้นเรียกได้ว่าเสรีภาพทุกตารางนิ้ว แต่ในบางช่วงเวลาทางการเมืองก็ทำให้เสรีภาพในส่วนนี้หายไป โดยเฉพาะการรัฐประหารพ.ศ.2490 เพราะคณะรัฐประหารได้ดำเนินการแปลงสภาพของธรรมศาสตร์จากเดิมที่ปรีดีทำไว้ คือ การทุบหม้อข้าวด้วยการยึดทรัพย์สินของธนาคารเอเชียที่ปรีดีตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการเงินให้มหาวิทยาลัย และออกกฎหมายให้เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี
ปัญหาขณะนี้ในธรรมศาสตร์เป็นสิ่งที่ท้าทายธรรมศาสตร์มาก คิดแบบนักกฎหมายต้องมากำหนดกันว่าเสรีภาพทางวิชาการต้องมีขอบเขตอย่างไร เพราะอ.ปรีดีเคยบอกว่าเสรีภาพในประชาธิปไตยต้องมีขอบเขต ถ้าไม่มีขอบเขต คือ อนาธิปไตย จึงต้องมาร่วมกันคิดว่าขอบเขตในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรมีมากน้อยอย่างไร แต่ประกาศอธิการบดีเสรีภาพมีข้อจำกัดเฉพาะเรื่องเลข 3 ตัวแต่เรื่องอื่นไม่ได้จำกัด
จากประเด็นนี้ไม่แน่ใจว่าจะนำไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หรือศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ และเรื่องนี้จะนำมาพูดได้อย่างไร ต้องยอมรับว่าประเด็นนี้ท้าทายสังคมไทยและคนไทยทั้งชาติ อย่างน้อยที่สุด ผมภูมิใจ นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่เคยสูญสิ้นความเป็นธรรมศาสตร์ที่อ.ปรีดีมอบให้ไว้







