
ชิ่ง 112 โผล่ กม.ปรองดอง เสียบแก้รธน.สับขาหลอกระวังหัวคะมำ
สับขาหลอกระวังหัวคะมำ
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
ฝนฟ้ามาไม่ทันตั้งตัว เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่รู้มาอารมณ์ไหน เปิดปากกลางวงล้อมสื่อจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เข้าสู่ที่ประชุมสภาภายในปีนี้
ร.ต.อ.เฉลิม อธิบายแบบให้กลับไปคิดต่อ “ยกร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติเสร็จแล้ว มีทั้งหมด 6 มาตรา ซึ่งทุกภาคส่วนจะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ นับย้อนเหตุการณ์ ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. 2549 รวมไปถึงคดีที่ศาลอาญามีคำตัดสินไปแล้ว แต่ไม่รวมคดีการเสียชีวิต 91 ศพ ”
เปิดปมจุดชนวนใหม่ทำเอาทุกฝ่ายหันมาจับจ้อง ในจังหวะที่สังคมอยู่ในอาการสับสนหม่านต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองของรัฐบาล
เพราะการเปิดประเด็น พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การเมืองเริ่มร้อนแรง จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ ผลักดันให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นำมาซึ่งความแตกแยกทางคิดบานปลายส่งผลให้ภาคประชาชนจากหัวเมืองไปถึงต่างจังหวัดเคลื่อนไหวต่อต้าน ส่อเค้าสู่ความรุนแรงทางการเมือง
ที่แน่ๆ ปมดังกล่าวโยงมาถึงพรรคเพื่อไทยและเหล่ามวลชนเสื้อแดง เพราะเคยมีแนวคิดสอดประสานกลุ่มนักวิชาการนิติราษฎร์ ทั้งข้อเสนอปรับปรุงประมวลกฎหมายมาตรา 112 ทั้งข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อภัยกำลังใกล้ตัวรัฐบาล จึงต้องประกาศจุดยืนไม่ขอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
“เอาเป็นว่า ออกลูกตีชิ่ง ขอลอยแพไปก่อน”
ก่อนหน้านี้หนึ่งสัปดาห์ เป็นหนึ่งสัปดาห์ก่อนร.ต.อ.เฉลิม ประกาศผลักดันร่าง พ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติ ร.ต.อ.เฉลิมเคยกล่าวถึงการเคลื่อนไหวกลุ่มสนับสนุนและต่อต้านนิติราษฎร์ด้วยการเปรียบเหมือนปลากัดในขวดโหล ถ้าสื่อมวลชนไม่ยกกระดาษออกก็ไม่กัดกัน หรือพูดง่ายๆ ถ้าสื่อไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้ก็เงียบหายไปเอง
เหมือนกับที่ร.ต.อ.เฉลิมชอบพูด อ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็น แต่งานนี้ผู้คว่ำหวอดทางการเมือง ก็อ่านสถานการณ์รู้ดูกระแสเป็น จึงมีประเด็นใหม่มาแทรกรายการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เริ่มบานปลาย
นักการเมืองสังกัดพรรคเพื่อไทยชื่อเฉลิมจึงโยนร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติให้สังคมได้ร่วมถกคิด โยนระเบิดเข้ามาในห้วงเวลาที่ ภาคประชาชน ทั้งสนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทย และไม่นิยมรัฐบาลเทน้ำหนักไปต่อต้านกลุ่มนิติราษฎร์
เปิดช่องหยั่งกระแสขอแก้ไขกฎหมายที่ถูกมองว่าไม่ต่างกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเพราะเนื้อหาเบื้องต้นระบุว่าผู้ได้ประโยชน์ก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 นั่นอาจตีความในทางปลดแอกคดีตามข้อกล่าวหาคณะรัฐประหารซึ่งเคยเล่นงานนักการเมืองในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทุจริตคอร์รัปชั่น นำไปสู่การยึดทรัพย์ จึงเป็นไปได้หรือไม่ ร่างพ.ร.บ.ปรองดองจะนำไปสู่การล้างโทษคืนทรัพย์สินพ.ต.ท.ทักษิณ
ที่แน่ๆ ทันทีเปิดประเด็นนี้ ฝ่ายค้านออกมาตั้งข้อสังเกตต่อการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ส่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนใดเป็นพิเศษ แทนที่จะปรองดองแต่กลับเป็นกฎหมายสร้างความแตกแยกระลอกใหม่ ขณะที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) มองว่า กฎหมายปรองดองไม่ควรเป็นเป็นการนิรโทษกรรมให้นักการเมืองไม่กี่คน แต่ควรเป็นกฎหมายที่จะหาทางให้ประชาชนเกิดความเข้าใจลดผลกระทบจากการกระทำนักการเมือง
ในส่วนของสภา ที่มีกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยะรัตกลิน ส.ส.พรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน ซึ่งล้วนมีส.ส.พรรคเพื่อไทยร่วมอยู่ด้วยปฎิเสธร่างกฎหมายปรองดองฉบับร.ต.อ.เฉลิมไม่ได้อยู่ในความคิด แต่การเสนอแนวทางปรองดองหรือจะออกแบบกฎหมายเป็นเช่นไร สถาบันพระปกเกล้ากำลังศึกษาอยู่
นอกจากสถานการณ์การเมืองที่กำลังฝุ่นตลบอยู่กับการเคลื่อนไหวทั้งสนับสนุนและต่อต้านนิติราษฎร์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต้องมาเจอการเติมประเด็นพ.ร.บ.ปรองดอง ให้สับสนเข้าไปอีก จะออกไปทางใด
เหนืออื่นใด อีกประเด็นที่จุดขึ้นมาก่อนหน้านี้แถมมีคำยืนยันอีกเช่นกันจากพรรคเพื่อไทย คือ การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่อีกปีกหนึ่งจากกลุ่มมวลชนเสื้อแดงเข้าชื่อเสนอประธานรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบรายชื่อให้เรียบร้อย แต่ในฟากของส.ส.เพื่อไทยตีคู่ไปด้วยประกาศออกมาแล้วจะสามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้กลางเดือนกุมภาพันธ์นี้
เป้าหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญสไตล์เพื่อไทย ต้องการรื้อรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ทั้งฉบับ กำหนดให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 วางสเป็คสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นช่องทางไปสู่การปรับแก้ที่มาองค์กรอิสระ ขจัดที่มาสว.แบบครึ่งบกครึ่งน้ำ รื้อโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมตามที่ต้องการ ยกเลิกความผิดคดียุบพรรค ไม่ต้องการให้ตัดสิทธิทางการเมืองแบบยกเข่ง แถมยังมีเสียงแทรกซึมจากเพื่อไทยฟากแดงร้อนแรง ปรารถนาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้จะมีคำยืนยันจากแกนนำพรรคบางรายไม่แตะต้องหมวดกษัตริย์ก็ตาม แต่เมื่อร่ารัฐธรรมนูญต้องผ่านความเห็นหลากหลายก็ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้
ทั้ง 3 ประเด็น แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 – ผลักดันพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติหรืออีกนัยเป็นการแปลงร่างกร่างกฎหมายนิรโทษกรรม -จ้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร้อนแรงอันตรายทางการเมืองด้วยกันทั้งสิ้น สอดคล้องกับผลสำรวจสถาบันอุดมศึกษาที่มักจะออกมาชี้ให้เห็นว่าปมความขัดแย้งของบ้านเมืองจะเกิดขึ้นหนีไม่พ้นประเด็นเหล่านี้
แม้ว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะปฏิเสธการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปแล้วก็ตาม แต่เชื้อความคิดที่หวังจะปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้มีอยู่ ชี้ชัดจากเวทีปราศรัยปลุกระดมมวลชนเสื้อแดง แกนนำเพื่อไทยเคยกล่าวถึงความพยายามปรับปรุงโครงสร้างสถาบันเพื่อหวังให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียม หรือกรณีการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีต่อสื่อต่างประเทศ กรณีม.112 ในลักษณะที่ว่าควรจะมีการสะสางให้เสร็จสิ้น จนกระทั่งมีการอภิปรายสอบถามนายกฯกลางที่ประชุมสภา แต่ไม่ได้คำตอบชัดเจน ขณะที่มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางรายมีความคิดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 2 ว่าด้วยหมวดพระมหากษัตริย์ ทำให้ยังคงเกิดความเคลือบแคลงสงสัยท่าทีพรรคเพื่อไทยอยู่เช่นกัน เพียงแต่สถานการณ์ยามนี้ไม่เอื้อต่อรัฐบาล ก็ต้องต้องถอยเพื่อรอรุกในโอกาสอำนวย
หรืออย่างการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ที่เหมือนกับโยนหินหยั่งกระแส ไปก่อนหรือไม่ เพราะถ้าตามที่ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวไว้ต้องมีการเดินสายถามประชาชนภาคอีสานซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่ ก็ยังรอได้ถึงสิ้นปี แต่อีกทางหนึ่ง ในภาวะการเมืองชุลมุนจับจ้องปมร้อนนิติราษฎร์ เป็นไปได้เช่นกันอาจมีการเสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดองในช่วงเวลาเร็วขึ้น เหมือนอย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม เปิดเผยล่าสุดกับสื่อบางแห่ง อาจใช้เสียงข้างมากเสนอสภาสมัยนี้ไปเลย
ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถูกเช็คกระแสมาตลอดแม้จะมีความเห็นต่าง แต่หากมองการขับเคลื่อนมวลชนฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลดูอ่อนแรง ขณะที่ภาคการเมืองฝ่ายค้านรัฐบาลเริ่มมีทิศทางตรงกันเห็นควรแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงแต่แตกต่างทางรายละเอียด ยิ่งมาในจังหวะกูรูทางกฎหมาย ภาคประชาชนหลากสีมะรุมมะตุ้มอยู่กับการถกเถียงสิทธิเสรีภาพ หาทางออกตั้งเวทีแสดงความเห็นประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วยแล้ว เป็นผลให้เพื่อไทยลดแรงเสียดทานในการแก้รัฐธรรมนูญกลางเดือนกุมภาพันธ์ตามประกาศ
ท่ามกลางความอลหม่านสับสนอย่างนี้มาพร้อมเกมสับขาหลอก ย่อมทำให้ฝ่ายหนึ่งตั้งหลักไม่ทัน จับทางไม่ถูก
ถึงกระนั้น จะเดินหน้าประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แต่ละเส้นทางหนักหนาสาหัสทั้งสิ้น
โอกาสรัฐบาลหัวคะมำก็ใช่ว่าจะไม่มี







