
ประเวศเสนอ6ทางออกสังคมเผชิญวิกฤต
"ประเวศ"เสนอ 6 ทางออกให้สังคมไทยเผชิญความเปลี่ยนแปลงทั้งมิติของภัยพิบัติ-วิกฤตสังคม-ศก.-การเมือง
"ประเวศ"เสนอ 6 ทางออกให้สังคมไทยเผชิญความเปลี่ยนแปลงทั้งมิติของภัยพิบัติ-วิกฤตสังคม-ศก.-การเมือง
นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ปาฐกถาในพิธีเปิดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5 หัวข้อ “รับมือภัยพิบัติ จัดการภัยสุขภาวะ” ตอนหนึ่งว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคภัยพิบัติ มีวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง มาบรรจบกัน ดังนั้นคนไทยจำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อเผชิญกับภัยเหล่านี้ ซึ่งต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ 6 ประการ
1.คนไทยต้องเปลี่ยนโลกทัศน์ วิธีคิด จิตสำนึกใหม่ และตั้งอยู่ในความไม่ประมาท สังคมไทยเป็นสังคมที่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะอยู่ในภูมิประเทศที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ และมีภัยธรรมชาติน้อย ไม่ตื่นตัว ไม่เตรียมตัว ไม่เรียนรู้ ก็ไม่อดตาย บัดนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว เป็นโลกแห่งภัยพิบัติ ถ้ายังคงไม่ตื่นตัว ไม่เตรียมตัว ไม่ใช้ข้อมูล ไม่ใช้ความรู้ จัดการไม่เป็น เราจะวิบัติ ฉะนั้น สังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดครั้งใหญ่ ให้เป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ตื่นตัว เตรียมตัว สนใจใช้ข้อมูลข่าวสารและความรู้ จัดการเป็น เป็นสังคมที่มีสมรรถนะสูง จึงจะสามารถเผชิญภัยพิบัติทุกชนิดได้
2.ทุกชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง
ชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งจะรับมือภัยพิบัติและจัดการภัยสุขภาวะได้ดี ฉะนั้นทุกชุมชนท้องถิ่นต้องสามารถจัดการตนเองได้ ทำการสำรวจข้อมูลว่าภัยพิบัติในพื้นที่ของตนจะเกิดจากอะไรได้บ้าง จะป้องกันและรับมืออย่างไร ใครจะต้องทำอะไร จะต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง จะสื่อสารให้รู้ทั่วถึงกันอย่างไร ทำการฝึกอบรมอาสาสมัครบรรเทาภัยพิบัติให้มีทักษะสูง ทำการซักซ้อมการเผชิญภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอ ถ้าทำได้ดังนี้ประเทศจะมีสมรรถนะในการรับมือภัยพิบัติ และจัดการภัยสุขภาวะเต็มพื้นที่ จะบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติได้อย่างมหาศาล สมรรถนะของชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเรื่องอื่นๆ ทุกเรื่องด้วย3.มหาวิทยาลัยทุกแห่งควรมีศูนย์ศึกษาภัยพิบัติ เพื่อศึกษาลักษณะของภูมิประเทศ และภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งวิธีการที่จะป้องกัน และการรับมือภัยพิบัติ ทั้งนี้ โดยร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นโดยใกล้ชิด เพื่อเพิ่มสมรรถนะของชุมชนท้องถิ่นในการรับมือภัยพิบัติ และจัดการภัย สุขภาวะ หากมหาวิทยาลัยทุกแห่งทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นให้เต็มพื้นที่ ประเทศจะมีสมรรถนะในการรับมือภัยพิบัติทุกชนิด
4.มีระบบการสื่อสารที่สื่อสารให้รู้ความจริงถึงกันโดยทั่วถึง บัดนี้เรามีเทคโนโลยีการสื่อสารที่จะสื่อสารให้รู้ความจริงถึงกันโดยทั่วถึง จึงต้องมีการจัดการให้ข้อมูล ข่าวสาร ความจริง ความรู้ที่มีประโยชน์ สื่อสารถึงกันและระหว่างกันอย่างทั่วถึงทั้งสังคม ที่ผ่านมามีการสื่อสารสับสน จนไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนไม่จริง ความน่าเชื่อถืออยู่ที่ไหน เรื่องนี้ควรจะมีข้อบัญญัติทางกฎหมายเข้ามาช่วย ตามที่จะกล่าวถึงในข้อ 6 ระบบการสื่อสารที่ดีจะยกระดับพลังทางสังคม และพลังทางปัญญาอย่างก้าวกระโดด
5.เครื่องมือการตัดสินใจทางนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเครื่องมือการตัดสินใจทางนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติในทุกเรื่อง เพราะระบบรัฐ ทั้งระบบราชการและระบบการเมือง เป็นระบบอำนาจไม่ใช่ระบบปัญญา ในปัญหาที่ซับซ้อนการใช้อำนาจโดยขาดปัญญาไม่ได้ผล ระบบรัฐจึงแก้ปัญหาอะไรไม่ค่อยได้ เช่น ความยากจน การขาดความเป็นธรรม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความขัดแย้งและรุนแรงที่ชายแดนใต้ จนถึงขั้นที่มีผู้เรียกว่า “รัฐล้มเหลว” ปัญหาภัยพิบัติเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและยาก แก้ไม่ได้โดยไม่ใช้ข้อมูล ความรู้และปัญญา กลไกของรัฐอย่างเคยจึงไม่เพียงพอ
ควรมีการตั้งคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งนอกจากมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหัวหน้าส่วนงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการแล้ว ควรมีกรรมการเสียงข้างมาก มาจากข้อ ๒, ๓, ๔ ข้างต้น คือผู้นำชุมชนท้องถิ่นที่เก่งๆ นักวิชาการที่มีข้อมูลและความรู้ และผู้เชี่ยวชาญในการสื่อสาร โดยมีสำนักงานคณะกรรมการเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระ ที่ทำให้สามารถสรรหาผู้ที่มีความสามารถสูงสุดในการบริหารยุทธศาสตร์มาเป็นเลขาธิการ และสามารถทำงานต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่ส่วนราชการที่เต็มไปด้วยข้าราชการที่ไม่มีสมรรถนะ ซึ่งเสี่ยงต่อความล้มเหลว
6.ออกพระราชบัญญัติป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ มีการรวบรวมความรู้ที่เกี่ยวกับภัยพิบัติทั้งหมดมาบัญญัติเป็นกฏหมาย เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของทุกภาคส่วน รวมทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติตามข้อ ๕ ข้างต้น ในประเทศเยอรมนี มีกฎหมายน้ำท่วม ในประเทศนั้นถ้าผู้ใดให้ข่าวที่ไม่จริงจะถูกตำรวจจับ! เพราะการสื่อสารข่าวที่ไม่จริงทำร้ายสังคมยิ่งนัก ในประเทศไทยไม่มีความระมัดระวังและเอาจริงเอาจังกันเลยในเรื่องสื่อสารความจริง
ในกระบวนการออกพระราชบัญญัติป้องกันภัยพิบัติ จะดึงสังคมทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้มีการตื่นตัว มีการใช้ข้อมูล ความรู้ และวางระบบการจัดการ กระบวนการนี้จะเพิ่มสมรรถนะของสังคมไทยในการเผชิญภัยพิบัติ
นพ.ประเวศ กล่าวว่า ถ้าได้ดำเนินการตาม 6 ข้อที่เสนอนี้ประเทศไทยจะรับมือภัยพิบัติและจัดการกับภัย สุขภาวะได้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด และทำให้ประเทศมีสมรรถนะสูงขึ้นในการแก้ปัญหาและพัฒนาในเรื่องอื่นๆ เป็นการทั่วไปด้วย







