posttoday
เศรษฐกิจไทยต้องคิดไกลกว่าอาเวียน

เศรษฐกิจไทยต้องคิดไกลกว่าอาเวียน

27 มกราคม 2555

การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ของประเทศสมาชิกที่มีอยู่ 10 ประเทศในปี 2558 นี้

การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ของประเทศสมาชิกที่มีอยู่ 10 ประเทศในปี 2558 นี้

โดย..ปานปรีย์ พหิทธานุกร

 กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย เพราะอาเซียนถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันถึง 600 ล้านคน มีขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เกือบ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการแข่งขันของแต่ละประเทศในอาเซียนจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับเศรษฐกิจไทยในอาเซียน มีขนาด GDP ประมาณ 10 ล้านล้านบาท ถือว่าใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย หากไทยต้องการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับอาเซียนได้ ก็ต้องมีนโยบายที่ให้การสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าแค่เตรียมความพร้อม หรือปฏิบัติตามพิมพ์เขียว (AEC Blueprint) เท่านั้น

ดังนั้น การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของไทย ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน จึงต้องเร่งเตรียมการ เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดเสรีด้านการค้า บริการ การลงทุน ให้ทันก่อนปี 2558

คำถามสำคัญวันนี้ก็คือ เมื่อเปิดตลาดค้าขายกันได้อย่างเสรีแล้ว สินค้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถค้าขายกันได้โดยอิสระ ไม่มีกำแพงภาษี ธุรกิจในอาเซียนก็สามารถเคลื่อนย้ายฐานการผลิตการลงทุนไปประเทศอื่นๆ ได้อย่างสะดวกง่ายดายขึ้น แล้วธุรกิจไทยทั้งรายเล็กและรายใหญ่ จะสามารถต่อสู้กับประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าได้อย่างไร โดยเฉพาะการแข่งขันในเรื่องต้นทุนค่าจ้างและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ รวมถึงความรู้ความช่ำชองในการค้าขายและการทำธุรกิจระหว่างประเทศ

ดูเหมือนประเทศไทยในวันนี้มีทางเลือกไม่มากนัก นอกจากมองไปข้างหน้า แล้วจัดลำดับความสำคัญของประเทศ โดยการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเข้าสู่โหมดการแข่งขันมากขึ้น

ต้องสามารถระบุเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อเร่งยกระดับสินค้า บริการ ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งต่อไปจะไม่ใช่แค่ผู้บริโภคไทยเท่านั้น แต่จะเป็นผู้บริโภคที่มีรสนิยมและมีความต้องการหลากหลายจากประเทศสมาชิกทั้ง 10

จากนั้นก็ต้องส่งเสริมให้เรามองไปถึงการขยายความสามารถในการทำการค้า การลงทุน ในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

ผมมองว่า ปัจจุบันนี้ภาครัฐ ภาคเอกชน ควรให้ความสำคัญกับ 2 เรื่องเป็นกรณีพิเศษ คือ

1.“เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เพื่อความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น

เรื่องการพัฒนาด้านความสามารถในการแข่งขัน มีการนำเสนอวิธีดำเนินการมากมาย แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า ไทยจะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง และเมื่อต้องเข้าสู่โหมดการแข่งขันกับประเทศอาเซียนอีก9 ประเทศ หนทางที่จะทำให้ไทยสามารถดำรงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจต่อไปได้ จะทำกันอย่างไร ให้สินค้าและบริการของเรามีจุดขาย จุดเด่น และเป็นที่สนใจของผู้บริโภคมากขึ้นกว่าเดิม

“การสร้างมูลค่าเพิ่ม” (Value Added)แก่สินค้า และ “การสร้างคุณค่าโดยนวัตกรรมใหม่” หรือ Value Creation น่าจะเป็นคำตอบในเบื้องต้น ที่จะมีส่วนในการยกระดับสินค้าและบริการไทยขึ้นไปได้อีกระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ประเทศไทยต้องมีแนวนโยบายเศรษฐกิจที่จะทำให้ก้าวไปสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 21 อย่าง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) ที่เป็นการสร้างมูลค่าที่เกิดจากความคิดของมนุษย์ ซึ่งเป็นได้ทั้งประเภทกลุ่มสินค้าและบริการ ประเภทศิลปะ หรือประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ที่ไทยมีความได้เปรียบประเทศอื่นๆ อยู่แล้ว

ปัจจุบันนี้มีหน่วยงานหรือองค์กรที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์หลายแห่งที่จัดตั้งขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของชาติ รัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพในการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน รวมทั้งสถาบันการศึกษา เข้ามาร่วมมือกันวางแนวนโยบาย เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

ผลจากการปรับโครงสร้างนี้ จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศแข็งแรงขึ้น มีภูมิคุ้มกันเพียงพอที่รองรับต่อกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ลงไปถึงอุตสาหกรรมพื้นบ้านของไทย ที่หลายฝ่ายมีความเป็นห่วงอยู่

2.“สนับสนุนธุรกิจไทยแข่งขันต่างชาติ” เรื่องนี้อยากให้มองเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรก ส่วนที่ธุรกิจไทยต้องเตรียมรับมือกับการแข่งขันจากต่างชาติ

เราจะต้องตีโจทย์ให้ออกว่า ธุรกิจไทยอะไรบ้างที่อ่อนแอ โดยเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง ภาครัฐจะต้องเร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มนี้โดยด่วน

ส่วนที่สอง ส่วนที่ธุรกิจไทยต้องเข้าไปแข่งขันในต่างประเทศ

สำหรับนักลงทุนไทยทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับการไปลงทุน หรือทำมาค้าขายในต่างประเทศ รัฐมีหน้าที่ต้องช่วยให้ความรู้ ให้การสนับสนุน รวมทั้งขจัดอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเข้าสู่แหล่งทุนนอกประเทศ ความรู้ทางระเบียบ ข้อกฎหมายต่างๆ ความรู้ด้านภาษี การคุ้มครองสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญาแก่นักลงทุนไทย

ทั้งสองกรณีข้างต้น ภาครัฐควรร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยจัดให้มีศูนย์ที่ให้คำปรึกษาในการปรับตัวของธุรกิจก่อนเข้าสู่ AEC และการทำการค้า การลงทุนในต่างประเทศด้วย ศูนย์ให้คำปรึกษานี้จึงเป็นหน่วยงานที่มีสถานะมากกว่าการให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่จะสามารถให้คำแนะนำ ประสานงาน และการช่วยเหลือด้านแหล่งเงินทุนทั้งในและนอกประเทศด้วย

ดังนั้น การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงเป็นเรื่องที่เรามองข้ามไปไม่ได้ การปฏิบัติตามข้อตกลงในกรอบ AEC ถือเป็นการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจไทย แต่คงไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจไทยมีความเข้มแข็งโดยเฉพาะโจทย์ที่ผมเสนอไว้ว่า ทำอย่างไรประเทศไทยจะสามารถก้าวไปให้ไกลกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เพราะหนทางเดียวที่จะรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ มีคุณภาพ การออกแบบที่ทันสมัย และการสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากต้องการให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลุ่ม SME ลงมาจนถึงอุตสาหกรรมพื้นบ้านของไทยเรามีอนาคตที่สดใส

วันนี้เราตั้งโจทย์กันถูกต้องหรือยังกับโอกาสที่เปิดกว้างในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนใน4 ปีข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว