
หลักประกันขอเสรีภาพ
คนสมัยใหม่ย่อมเห็นพ้องว่าสังคมที่ปราศจากหลักประกันของเสรีภาพ
คนสมัยใหม่ย่อมเห็นพ้องว่าสังคมที่ปราศจากหลักประกันของเสรีภาพ
โดย..ศุภมิตร ปิติพัฒน์
คือต้นทางที่มาของความเสียหาย อันตราย การล่วงละเมิด และความชั่วร้ายทางสังคมอื่นๆ ที่มนุษย์สามารถกระทำต่อกันได้ และการกระทำเช่นนั้นยังคงเกิดขึ้นได้เรื่อยไป ตราบเท่าที่เสรีภาพยังไม่มีหลักประกัน
ในความหมายพื้นฐานที่เข้าใจกันทั่วไป เสรีภาพ หมายถึง การปลอดจากการถูกแทรกแซงโดยอำนาจภายนอกที่จะมาสั่งการ หรือบงการให้เราต้องทำในสิ่งที่เราไม่ประสงค์จะทำ หรือห้ามมิให้เราแสดงออกในสิ่งที่เราอยากแสดงออก หรือหยุดยั้งปิดปากการประกาศความจริงสิ่งที่เรารู้ ที่เราคิด ที่เราเชื่อ
การลดลบ หรือจำกัดขอบเขตของอำนาจแทรกแซงควบคุมเหล่านี้ลงได้ให้เหลือเท่าที่จำเป็น และมีกรอบของกฎหมายกำกับการใช้อำนาจนี้ได้มากเพียงใด ก็เท่ากับว่าเสรีภาพในสังคมมีหลักประกันมากเพียงนั้น
ในเมืองไทยเวลานี้ ดูเหมือนนักกฎหมายและนักประวัติศาสตร์การเมืองบางกลุ่มกำลังถือเอาการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้หลักประกันของเสรีภาพแบบนี้เป็นธุระกันอยู่อย่างขมีขมัน
แต่เท่านั้นก็ยังหาเพียงพอไม่ เพราะเสรีภาพแบบปลอดจากการถูกแทรกแซงควบคุมจะมีความหมายอะไร ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมนั้นยังด้อยโอกาส ขาดสิทธิเหนือทรัพยากร ไม่มีขีดความสามารถ ความรู้ หรือความชำนาญเพียงพอ หรือเข้าไม่ถึงทุนรอนเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายของชีวิตและการดำเนินวิถีชีวิตที่ดี อันเป็นที่ปรารถนาของแต่ละคน
ในอีกด้านหนึ่ง เพื่อมิให้เสรีภาพเป็นเพียงสมบัติของคนได้เปรียบจำนวนน้อยในสังคม การสร้างหลักประกันของเสรีภาพจึงจำเป็นต้องรวมถึงการผลักดันเพื่อขยายโอกาสและเสริมสร้างกำลังปัญญาความรู้ ทุน และขีดความสามารถที่จำเป็นอื่นๆ เพื่อช่วยให้บุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ขาดแคลนเสียเปรียบในสังคม สามารถบรรลุถึงศักยภาพและรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาได้เต็มสมบูรณ์ตามเสรีภาพที่เขามีด้วยตัวของเขาเอง
โดยถือว่าการเข้าถึงโอกาสและขีดความสามารถที่จำเป็นเหล่านี้ คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้รับอย่างเสมอหน้า มิใช่การอนุเคราะห์ หรือการตอบแทนที่พรรคการเมือง หรือรัฐบาลเลือกหยิบยื่นให้แก่คน หรือเขตที่ลงคะแนนเลือกตนเท่านั้น
การต่อสู้ที่ยังไม่ประสบชัยเพื่อหลักประกันของเสรีภาพในแนวนี้ ดำเนินมายาวนานในสังคมไทย โดยพลังของขบวนการฝ่ายประชาชนคนทุกข์ทั้งหลายเป็นกำลังหลัก และมีองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาเป็นกองหนุน
แต่เท่านั้นก็ยังหาเพียงพอไม่อีกเช่นกัน เพราะการปลอดจากการถูกแทรกแซงควบคุม เมื่อบวกกับการครองความรู้ ความสามารถ ที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวคูณพลัง ได้ช่วยปลดปล่อยคนออกจากพันธนาการข้อจำกัดไปสู่เสรีภาพนั้น ด้านหนึ่งอาจช่วยให้เขาบรรลุถึงศักยภาพและการแสวงหาชีวิตที่ดีของเขาได้อย่างเต็มที่ก็จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็นำมาซึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ว่าการใช้เสรีภาพของเขา อาจสร้างผลกระทบที่เป็นอันตราย หรือความเสียหายแก่ผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้นด้วย
ยิ่งสังคมสมัยใหม่มีการแบ่งงานกันทำซับซ้อนเพียงใด ยิ่งสังคมสมัยใหม่ขึ้นต่อกันและกันข้ามพรมแดนมากขึ้นเพียงใด ยิ่งสังคมสมัยใหม่เชื่อมโยงติดต่อกันรวดเร็วและหนาแน่นยิ่งขึ้นเพียงใด ยิ่งเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนในสังคมสมัยใหม่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมเร็วขึ้นและมากขึ้นเพียงใด ยิ่งสังคมสมัยใหม่เปิดโอกาสให้แก่การแสวงหาและทดลองสิ่งใหม่ๆ กว้างขวางขึ้นเพียงใด การได้มาและใช้เสรีภาพในเงื่อนไขเช่นนี้ ยิ่งต้องการหลักประกันสำหรับปกป้องอันตรายอันอาจเกิดขึ้นได้จากการใช้เสรีภาพมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น
ในสังคมสมัยใหม่อันตรายจากการใช้เสรีภาพโดยขาดความรู้คิดและยั้งคิด ก่ออันตรายได้หลายสถาน ทั้งต่อร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของผู้อื่นโดยตรง และอันตรายในรูปที่ซับซ้อน ข้ามช่วงเวลา หรือเป็นนามธรรมยิ่งขึ้น เช่น อันตรายต่ออารมณ์ความรู้สึกและจิตใจต่อสุนทรียะและศีลธรรมอันดี ต่อความสามารถในการดำรงรักษาความเป็นชุมชน หรือกลุ่มวัฒนธรรม ต่อคนต่างสังคมหรือคนรุ่นอนาคต ต่อระบบชีวาลัย
หลักประกันของเสรีภาพในแง่นี้ จำเป็นต้องอาศัยกฎหมายและกฎกติกามาวางกรอบควบคุมการใช้เสรีภาพ แต่กฎอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ ยังต้องอาศัยการอบรมบ่มเพาะและฝึกปรือคุณธรรมของพลเมืองขึ้นมาเป็นกรอบกำกับการใช้เสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ
คนในสังคมไทยมีคุณธรรมของพลเมืองที่จะเป็นหลักประกันต่อการใช้เสรีภาพเพียงพอแล้วหรือ และใครกันเล่าที่ทำหน้าที่อบรมบ่มเพาะและฝึกฝนคุณธรรมที่จำเป็นเหล่านั้นเสมอมาในสังคมไทย?
โดยสรุป เสรีภาพในสังคมสมัยใหม่สร้างวงจรย้อนกลับของมันขึ้นมา กล่าวคือ เสรีภาพที่เพิ่มมากขึ้นนำไปสู่ความจำเป็นที่ต้องขยายวงการวางกรอบกำกับการใช้เสรีภาพเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว และการจำกัดเสรีภาพก็นำไปสู่การต่อสู้เพื่อให้มี หรือให้เป็นเสรีมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะย้อนกลับไปหาหนทางการสร้างกรอบกำกับเสรีภาพอีกครั้งหนึ่ง
จนกว่ามนุษย์ในสังคมนั้นจะรู้คิดและรู้จักใช้ศิลปะของการอยู่อย่างเสรีในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันกับคนอื่นที่แตกต่างจากตน โดยไม่ละเมิดทำร้ายทำลายกัน
(ส่วนหนึ่งของงานวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2555 ความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง “การพัฒนาระบอบการเมืองประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” (HS1068A) สนับสนุนโดย สกอ. ตุลาคม 2554-กันยายน 2555)







