
มาตราฐานเดียวของทักษิณ
....สมผล ตระกูลรุ่ง
คําพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นคำพิพากษาค้อนทองอีกฉบับหนึ่ง
ศาลฎีกาท่านคงทราบดีว่าคนทั้งโลกจับจ้องดูอยู่ สิ่งที่จะทำให้ทุกคนยอมรับได้ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกไปในทิศทางใด คือเหตุผลที่จะอธิบายคำวินิจฉัยและจะต้องเป็นคำพิพากษาที่ตอบข้อโต้แย้งของฝ่ายที่แพ้คดีได้ในทุกประเด็น
คำพิพากษาของศาลฎีกาจึงค่อนข้างยาว เพราะต้องตอบทุกประเด็นที่ฝ่ายคุณทักษิณยกขึ้นโต้แย้ง ทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง
ผมสรุปง่ายๆ ว่า คดีนี้ถ้าไม่ให้ศาลฎีกาพิจารณา จะให้ศาลพนมเปญเป็นผู้พิจารณาหรืออย่างไร หรือหาก คตส. ซึ่งเป็นคนไทยไม่มีอำนาจไต่สวน จะให้ฮุนเซนเป็นคนไต่สวนหรือ
คดีนี้ผมเห็นว่ามีประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น คือ
1.คุณทักษิณและภริยาขายหุ้นในชินคอร์ปทั้งหมดให้กับลูกๆ และพี่น้องจริงหรือไม่ หรือจะเรียกตามภาษาข่าว ก็คือคุณทักษิณซุกหุ้นไว้กับลูกๆ หรือไม่ (เหมือนกับที่เคยซุกหุ้นไว้กับคนใช้ คนสวนและคนขับรถ ในคดีซุกหุ้นภาคแรก)
2.ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณได้ใช้อำนาจหน้าที่ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปหรือไม่
ทั้งสองประเด็นศาลอธิบายไว้อย่างละเอียด โดยเฉพาะประเด็นแรก ศาลท่านเห็นตรงกันมีมติเป็นเอกฉันท์ ถือเป็นอภิมหาอมตะการซุกหุ้นที่สลับซับซ้อน ยอกย้อนซ่อนเงื่อน
ผมมีคำถามที่จะทำความเข้าใจง่ายๆ กับ 2 ประเด็นข้างต้น
ประการแรก มีใครเชื่อบ้างว่าคุณทักษิณและภริยาขายหุ้นให้กับลูกๆ จนลูกน้อยหอยสังข์ 2 คน ซึ่งเพิ่งบรรลุนิติภาวะ อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นเจ้าของบริษัทสัมปทานขนาดใหญ่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท โดยคุณทักษิณและภริยาไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงาน ปล่อยให้ลูกน้อยหอยสังข์ทั้งสองคน เป็นผู้กำหนดนโยบายการบริหารงานของชินคอร์ป
ถ้าท่านไม่เชื่อ ก็แปลว่าคุณทักษิณและภริยาซุกหุ้น แต่ถ้าท่านเชื่อ คุณทักษิณก็ไม่ได้ซุกหุ้น การเจริญเติบโตของชินคอร์ปเป็นฝีมืออันอัจฉริยะของลูกน้อยหอยสังข์ในเยาว์วัยทั้งสองคน
ประการที่สอง มีใครเชื่อบ้างว่าในระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับกิจการของชินคอร์ป ไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ ช่วยเหลือชินคอร์ปบ้างเลย
ถ้าท่านไม่เชื่อ คุณทักษิณก็ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ แต่ถ้าท่านเชื่อ คุณทักษิณก็ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป
ถ้าท่านไม่เชื่อทั้งสองคำถาม คุณทักษิณก็ต้องถูกยึดทรัพย์ตามกฎหมาย ส่วนจะยึดหมดหรือบางส่วน เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่นักกฎหมายเองก็ยังถกเถียงกันไม่จบ
สำหรับคุณทักษิณ ต่อให้มีหลักฐานแน่นหนาจับได้คาหนังคาเขา แกก็พูดได้อย่างเดียวว่าแกไม่ผิด แกถูกกลั่นแกล้ง เป็นเรื่องการเมือง ซึ่งเราจะเห็นได้จากการแถลงผ่านทีวีสีแดงหลังการพิพากษา
การแถลงของคุณทักษิณเป็นการย้ำให้เห็นว่าแกเป็นคนมีมาตรฐานเดียว คือมาตรฐานทักษิณคือความถูกต้อง
คุณทักษิณบอกว่า ที่ศาลสั่งยึดทรัพย์เป็นเรื่องการเมืองแน่นอน และเป็นการเมืองที่ดุมากก็อยากจะบอกคุณทักษิณว่า ถ้าเป็นเรื่องการเมืองและเป็นการเมืองที่ดุมากอย่างที่คุณทักษิณพูด การเมืองเขาคงไม่ปรานีเหลือทรัพย์สินให้สามหมื่นกว่าล้านบาท เขาคงยึดหมดไม่ให้เหลือเอาไปทำทุนหรอกครับ
ส่วนที่คุณทักษิณขอโทษลูกเมียที่ดื้อไม่ยอมเชื่อที่ลูกเมียคัดค้านไม่ให้เล่นการเมืองนั้น ผมไม่เห็นว่าไม่มีเหตุจะต้องขอโทษเลย เพราะตอนที่คุณทักษิณไม่เชื่อและเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เห็นลูกเมียมีความสุขดี ไม่ได้ทุกข์เหมือนตอนนี้
การเป็นลูกนักการเมืองไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย ขอเพียงอย่าเป็นคนขี้หลงขี้ลืมเทียวไปถามคนอื่นว่า รู้ไหมว่าพ่อกูคือใคร แค่นี้ก็ใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายแล้ว
ที่คุณทักษิณเป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะการเป็นนักการเมือง แต่เป็นเพราะคุณทักษิณเป็นนักการเมืองที่ไม่เคารพกฎหมาย ไม่รู้จักคำว่าพอ
คุณทักษิณไม่เคยอธิบายเลยว่า มิสเตอร์ที ชินวัตร เป็นใคร ทำไมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของบริษัท แอมเพิลริช และวินมาร์ค หรือคุณทักษิณยังมีเงินซุกอยู่ที่ต่างประเทศอีกเท่าไร
หรือคุณทักษิณจะลองตอบคำถาม 2 ข้อข้างต้นของผมก็ได้ และถ้าจะให้ดีให้ลูกน้อยหอยสังข์ ทั้งสองคนเล่าประสบการณ์ แสดงความสามารถในการบริหารกิจการชินคอร์ป ในช่วงที่เป็นเจ้าของชินคอร์ป เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าลูกน้อยหอยสังข์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่แท้จริง
หรือคุณทักษิณจะลองเขียนอุทธรณ์แสดงเหตุผลโต้แย้งคำพิพากษาของศาล เหมือนกับการเขียนอุทธรณ์ในคดีทั่วไปก็น่าจะดี โดยอุทธรณ์ต่อคนเสื้อแดงดูก็ได้
คุณทักษิณลองจุดธูปต่อหน้าพระ แล้วสาบานตามคำถาม 2 ข้อของผมดูซิครับ
แล้วจะรู้ว่า เวรกรรมมีจริง m







