posttoday
เดินนโยบายอืด ดึงรัฐบาล 'เสื่อม-เสี่ยง-ทรุด'

เดินนโยบายอืด ดึงรัฐบาล 'เสื่อม-เสี่ยง-ทรุด'

26 มกราคม 2555

แฟนคลับพรรคเพื่อไทย (พท.) เริ่มแสดงอาการคอตกและรู้สึกผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะคิดว่าผลงาน 5 เดือนเศษของรัฐบาล

โดย...ปริญญา ชูเลขา

แฟนคลับพรรคเพื่อไทย (พท.) เริ่มแสดงอาการคอตกและรู้สึกผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะคิดว่าผลงาน 5 เดือนเศษของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือ ครม. ปู 2 ที่เพิ่งผ่านการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล็อตใหญ่ไปหมาดๆ ที่มีทั้งโละและสลับเก้าอี้รัฐมนตรีกันภายในหลายๆกระทรวง กลับไม่หวือหวา อย่างเมื่อตอนที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า ทุกนโยบายทำได้จริง!

สดๆ ร้อนๆ คราวการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ครม.ถอนเรื่องกฎ ก.พ.ว่าด้วยเรื่องการรับเงินเดือนข้าราชการ พ.ศ. ... เพื่อปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่กำหนดให้ข้าราชการแรกบรรจุที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีได้รับเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท เพื่อให้มีผลบังคับใช้ให้ทันในวันที่ 1 ม.ค. 2555 กะทันหัน ทำให้ข้าราชการล้านกว่าคนต้องรอเก้อ

จำได้แม่นยำว่า ก่อนการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ประกาศว่า ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2555 ข้าราชการปริญญาตรีจะได้รับเงินเดือนเพิ่ม 1.5 หมื่นบาท

แต่พอเข้ามาบริหารประเทศและได้ลงมือทำจริง ขณะนั้น ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ยังดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ผลที่ออกมา คือได้ทำข้อเสนอไว้ ว่าข้าราชการแรกเข้าในระดับปฏิบัติการที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ที่ 1.1 หมื่นบาท ในปีงบประมาณ 2555 โดยใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 1.5 หมื่นบาทในปี 2556 สำหรับอัตราเงินเดือนแรกเข้าข้าราชการระดับปริญญาโทจะอยู่ที่ 1.7 หมื่นบาทต่อเดือน และข้าราชการระดับปริญญาเอกที่ 2 หมื่นบาทต่อเดือน โดยใช้งบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท

เดินนโยบายอืด ดึงรัฐบาล 'เสื่อม-เสี่ยง-ทรุด'

สรุป คือ เอาเข้าจริงขึ้นเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท มิใช่ได้ขึ้นพรวดพราดภายในปี 2555 แต่ต้องใช้เวลา 2 ปี

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลถอนเรื่อง กฎ ก.พ.ว่าด้วยเรื่องการรับเงินเดือนข้าราชการ พ.ศ. ... เพื่อปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลดังกล่าวออกกลางดึกโดยไม่นำเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณา ในเช้าวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา

เหตุผลง่ายๆ เพราะกิตติรัตน์ต้องการนำกลับมาทบทวนใหม่ในฐานะ รมว.คลัง คนใหม่ และในช่วงหาเสียงเลือกตั้งรัฐบาลประกาศไว้เองว่าจะขึ้นเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ให้กับข้าราชการทั่วประเทศ ภายในต้นเดือน ม.ค. 2555 แต่ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลจะทำตามที่ได้มีสัญญาใจไว้กับข้าราชการนับล้านๆ คนได้ เพราะปัญหาติดอยู่ตรงที่ รมว.คลัง จะไปหาเงิน 2 หมื่นล้านบาทในช่วงข้ามคืนได้ที่ไหนมาโปะนโยบายขึ้นเงินเดือน เพื่อเอาใจข้าราชการให้ทันภายในเดือนนี้ โดยไม่เลื่อนอีกเหมือนนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

ไม่ต่างจากกรณี ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่เป็นความหวังของคนหาเช้ากินค่ำ ที่นายกรัฐมนตรีเคยได้ลั่นวาจาไว้ว่า วันที่ 1 ม.ค. 2555 เมื่อไหร่ แรงงานกว่า 40 ล้านคน รับรองกระเป๋าตุงขึ้นแน่นอน แต่ถึงกลับช็อก เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2554 ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการค่าจ้าง หรือไตรภาคี เสนอให้เลื่อนการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท นำร่อง 7 จังหวัด ได้แก่ จ.ภูเก็ต กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม จากเดิมเริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2555 เป็นวันที่ 1 เม.ย. 2555 ส่วนอีก 70 จังหวัดที่เหลือจะปรับขึ้นในวันที่ 1 ม.ค. 2556 โน้น

ดังนั้น นโยบาย “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ของรัฐบาลถูกท้าทายด้านความน่าเชื่อถือและฝีมือของ ครม.ปู 2 ที่เพิ่งก้าวเข้ามาทำงานว่าจะมีน้ำยาทำได้จริงตามที่พูดไว้หรือไม่ อย่างเช่น พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ได้ทีปรามาสนโยบายการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร หรือพี่น้องรากหญ้าที่นับว่าเป็นฐานเสียงใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่เลือกให้พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศในนโยบายรับจำนำข้าว

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะตามที่รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าว่าก่อนปิดโครงการรับจำนำข้าวนาปี ในวันที่ 29 ก.พ. 2555 ต้องมีข้าวเข้าร่วมโครงการ 25 ล้านตัน แต่จากตัวเลขเมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา มีข้าวเข้าร่วมโครงการแค่ 5.3 ล้านตัน

ขณะที่ตัวเลขเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมีแค่ 9.7 แสนคน หรือคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์จากที่ตั้งเป้าไว้ 3.3 ล้านคน และข้าวที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการของรัฐบาลก็ขายได้ในราคาถูก 8,000-9,000 บาทต่อเกวียน แถมยังถูกโกงความชื้น ขณะที่ภาคการส่งออกเปรียบเทียบปี 2553 ภายใต้โครงการประกันราคาของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ พบว่าเดือน ต.ค. ไทยส่งออกข้าวได้ 9 แสนตัน เดือน พ.ย. ส่งออกได้ 8 แสนตัน และเดือน ธ.ค. ส่งออกได้ 1 ล้านตัน แต่ปี 2554 ภายใต้โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เดือน ต.ค. ไทยส่งออกข้าวได้ 6 แสนตัน เดือน พ.ย. ส่งออกได้ 4.7 แสนตัน และเดือน ธ.ค. ส่งออกได้ 4 แสนตัน และตัวเลขล่าสุด เดือน ม.ค. 2555 ไทยส่งออกข้าวคิดเป็น 49 เปอร์เซ็นต์ซึ่งถือว่าติดลบ ในส่วนของราคาหน้าท่าเรือจาก 606 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะนี้ลดเหลือ 533 เหรียญสหรัฐต่อตัน

จึงไม่แปลกที่นายกรัฐมนตรีได้ตั้ง สุชาติ ธาดาธำรงเวช มาเป็น รมว.ศึกษาธิการ แทน โดยเปลี่ยน วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ที่โดนสลับเก้าอี้มาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และได้เรียกประชุมคณะกรรมการโครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้น ป.1 ด่วนทันทีในวันรับตำแหน่งวันแรก

เพราะนโยบายแจกแท็บเล็ต เป็น 1 ใน 10 นโยบายประชานิยมยอดฮิตที่ประชาชนชื่นชอบ จึงเทคะแนนเลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ แต่ผ่านมาหลายเดือนความก้าวหน้าคืบไปได้เพียง แค่แต่งตั้งคณะกรรมการบริการนโยบายโครงการดังกล่าว โดยให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตรองนายกฯ ที่โดนปรับออก เป็นประธาน วรวัจน์ อดีต รมว.ศึกษาธิการ และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นรองประธาน มีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยเฉพาะนโยบายแจกแท็บเล็ตเพื่อใช้ในโรงเรียน รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรและระบบอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) และยังมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ดูแลด้านต่างๆ อีก 4 คณะ

เหตุผลที่ตั้งสุชาติขึ้นนั่ง รมว.ศึกษาธิการ ดีกรีอดีต รมว.คลัง และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นคนทำนโยบายแท็บเล็ตนี้ขึ้นมากับมือเอง จึงมีความหมายอย่างยิ่งที่จะรับงานนี้ พร้อมกับการันตีไว้ในวันรับตำแหน่ง ว่าเร็วๆ นี้ เด็กไทยได้ถือแท็บเล็ตไปโรงเรียนแน่นอน แถมยังให้มีสัญญาณไวไฟใช้ฟรีในที่สาธารณะด้วย

จากนี้ไป ครม.ปู 2 ไม่มีเวลาฮันนีมูน เพราะประชาชนเริ่มนับถอยหลังในการให้โอกาสรัฐบาลแล้ว หากผลงานและฝีมือไม่เข้าตา แล้วยังทอดเวลาปล่อยให้นโยบายสำคัญที่ลั่นวาจาในช่วงหาเสียงไว้ กลายเป็นแค่ “สัญญาปากเปล่า” แม้ผลกระทบอาจจะไม่ถึงขั้นทำให้รัฐบาลอายุสั้นลง แต่อย่างน้อยเวลาเดินลงพื้นที่จะมองหน้าชาวบ้านตาดำๆ ได้อย่างไร

 

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว