
ส่งออกกระส่ำตามวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ธนาคารกสิกรไทยคาดแนวโน้มธุรกิจนำเข้าและส่งออกปีนี้ขยายตัวเพิ่มเพียง 5%
ธนาคารกสิกรไทยคาดแนวโน้มธุรกิจนำเข้าและส่งออกปีนี้ขยายตัวเพิ่มเพียง 5%
จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่พ้นจากวิกฤตรอบที่แล้ว แถมจะเกิดวิกฤตรอบใหม่ ส่งผลกำลังซื้อลดลงทั่วโลก
พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจนำเข้าและส่งออกในปี 2555 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 5% จากภาพรวมของการส่งออกในปีที่แล้วที่ขยายตัว 27% และการนำเข้า 23%
การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ลดลงนี้ จะทำให้กำลังซื้อของประเทศคู่ค้าของไทยลดลง เป็นผลกระทบมาจากวิกฤตการเงินของประเทศในกลุ่มยูโรโซน ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท รวมทั้งผลกระทบจากน้ำท่วม
ทางด้านธนาคารโลก ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ ในส่วนของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงไทยด้วยนั้นจะชะลอตัวลงมาที่ 7.8% ลดลงจากปีก่อนที่ 8.2%
อย่างไรก็ดี ในภาพรวมภูมิภาคนี้แม้ว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาบ้างจากความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ในปีนี้จากสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกอันง่อนแง่น
ประกอบกับการหดตัวในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จึงทำให้การเติบโตของภูมิภาคนี้อาจจะสะดุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐและยุโรปจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ธนาคารโลกให้ข้อเสนอแนะว่า ควรหันมาพึ่งพาการเติบโตจากตลาดภายในประเทศแทนการพึ่งพาการส่งออกอย่างที่เป็นมา
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์ว่า ปัญหาหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรปได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสภาพเศรษฐกิจยุโรปและค่าเงินยูโรมากว่า 2 ปี อีกทั้งขยายวงกลายเป็นปัญหาการเมือง ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปเน้นการแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางยุโรป และการช่วยเหลือทางการเงินผ่านกองทุน European Financial Stability Facility (EFSF) โดยมิได้แก้ไขปัญหาภาคเศรษฐกิจจริงที่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย
ทั้งนี้ เห็นว่าปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทันท่วงที และเป็นรูปธรรม มากกว่าการแก้ไขปัญหาแต่เพียงเฉพาะหน้าอย่างไม่มีแนวทางสู่การแก้ต้นตอของปัญหาที่ชัดเจนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ (1) เร่งจัดตั้งกลไกเพื่อเสริมสภาพคล่องแก่สถาบันการเงินและประเทศที่ประสบปัญหา และ (2) เร่งกำหนดแนวทางการสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจยุโรปและค่าเงินยูโรอย่างเป็นรูปธรรม
สศค.ประเมินว่า แรงกดดันของวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ในด้านการส่งออก และเงินทุนไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วจะทำให้ค่าเงินผันผวน และคาดว่าเศรษฐกิจของไทยในปีนี่จะขยายตัว 5% โดยมีช่วงคาดการณ์ร้อยละ 4.5 5.5
นายพัชร กล่าวด้วยว่า จากการเปิดเสรีการค้าที่ขยายขอบเขตมากขึ้น โดยเฉพาะการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 เป็นโอกาสการทางธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ทั้งในอาเซียนที่เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง และตลาดอื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ธนาคารได้ออกบริการสำหรับการทำธุรกรรมด้านนำเข้าและส่งออกครบวงจร โดยคิดค่าธรรมเนียมโอนเงินไปต่างประเทศอัตราพิเศษเพียงรายการละ 350 บาท จำนวน 10 ใบ รวมมูลค่า 3,500 บาท พร้อมส่วนลดอัตราแลกเปลี่ยน และยังมีสินเชื่อเพื่อการค้าต่างประเทศ วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
นอกจากนี้ ธนาคารได้บริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน ด้วยการประกันอัตราแลกเปลี่ยนที่ลูกค้าพอใจ และคุ้มครองด้วยบริการประกันการชำระเงินจากคู่ค้าเมื่อส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ โดยจะคุ้มครองในกรณีที่ผู้ซื้อในต่างประเทศไม่สามารถชำระเงินค่าสินค้าได้ ในวงเงินคุ้มครองสูงสุดร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออก ครอบคลุมผู้ซื้อจาก 139 ประเทศทั่วโลก โดยสามารถเลือกความคุ้มครองเฉพาะรายผู้ซื้อหรือรายประเทศได้
สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์ หลักทรัพย์ กล่าวว่า ไตรมาส 4 ปี 2554 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวติดลบ 3% และไตรมาสแรกจะฟื้นตัว แต่ยังคงจะติดลบอีก 1% เปรียบ เทียบกับไตรมาสแรกปี 2553ธนาคารโลก ระบุว่า ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์อาจจะย่ำแย่ลงอีกถ้าหากกลุ่มยูโรโซนไม่สามารถระดมทุนเพิ่มในตลาดการเงินได้ จึงเสนอแนะว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาควรเตรียมแผนรับมือในด้านนโยบายการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงงบประมาณ การทบทวนเกี่ยวกับสภาวะการณ์ของภาคธนาคาร ตลอดจนมุ่งเน้นการปรับปรุงรายจ่ายเกี่ยวกับระบบสวัสดิการให้ดียิ่งขึ้น
“ขณะนี้หลายประเทศยังอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอกว่าเมื่อครั้งเกิดวิกฤตในปี 2552 เป็นผลมาจากการใช้งบประมาณเกินดุลและมีหนี้สาธารณะสูง” นายจัสติน ระบุ
ในส่วนของ ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงไทยด้วยนั้น การเติบโตในปี 2555 จะชะลอตัวลงมาที่ 7.8% ลดลงจากปีก่อนที่ 8.2 % ซึ่งธนาคารโลกชี้ว่า ในภาพรวมภูมิภาคนี้แม้ว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาบ้างจากจากความเสียหายจากภัยบิบัติทางธรรมชาติ แต่ในปีนี้ จากสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกอันง่อนแง่น ประกอบกับ การหดตัวในกลุ่มประเทศ พัฒนาแล้ว จึงทำให้การเติบโตของภูมิภาคนี้อาจจะสะดุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ และยุโรปจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ธนาคารโลกให้ข้อเสนอแนะว่า ควรหันมาพึ่งพาการเติบโตจากตลาดภายในประเทศแทนการพึ่งพาการส่งออกอย่างที่เป็นมา
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์ว่า ปัญหาหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรปได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสภาพเศรษฐกิจยุโรปและค่าเงินยูโรมากว่า 2 ปี อีกทั้งขยายวงกลายเป็นปัญหาการเมือง ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปเน้นการแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่อง ผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางยุโรป และการช่วยเหลือทางการเงินผ่านกองทุน European Financial Stability Facility (EFSF) โดยมิได้แก้ไขปัญหาภาคเศรษฐกิจจริงที่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย
ทั้งนี้ เห็นว่าปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทันท่วงทีและเป็นรูปธรรม มากกว่าการแก้ไขปัญหาแต่เพียงเฉพาะหน้าอย่างไม่มีแนวทางสู่การแก้ต้นตอของปัญหาที่ชัดเจนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ (1) เร่งจัดตั้งกลไกเพื่อเสริมสภาพคล่องแก่สถาบันการเงินและประเทศที่ประสบปัญหา และ (2) เร่งกาหนดแนวทางการสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจยุโรปและค่าเงินยูโรอย่างเป็นรูปธรรม
สศค.ประเมินว่า แรงกดดันของวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ในด้านการส่งออก และเงินทุนไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วจะทำให้ค่าเงินผันผวน และคาดว่าเศรษฐกิจของไทยในปีนี่จะขยายตัว 5% โดยมีช่วงคาดการณ์ร้อยละ 4.5 5.5







