
คำสั่งสายตรง ฉีดฮอร์โมนกองทัพกลายพันธุ์
"จับทางการปรับเปลี่ยนพล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต จากรมว. คมนาคม มานั่งรมว.กลาโหม .นอกจากวางหมากสยบปัญหาเกาเหลาในกระทรวงคมนาคม แต่สายตรงดูไบมองข้ามช็อตถึงแผนการข้างหน้า เป็นแผนการที่ถึงเวลาอันสมควรแล้วต้อง"ปล่อยของ"แทรกซึมกองทัพ"
"จับทางการปรับเปลี่ยนพล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต จากรมว. คมนาคม มานั่งรมว.กลาโหม .นอกจากวางหมากสยบปัญหาเกาเหลาในกระทรวงคมนาคม แต่สายตรงดูไบมองข้ามช็อตถึงแผนการข้างหน้า เป็นแผนการที่ถึงเวลาอันสมควรแล้วต้อง"ปล่อยของ"แทรกซึมกองทัพ"
โดย........ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
ภาคธุรกิจเอกชนเด้งรับคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 2 (ข่าวหน้าหนึ่งโพสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 18 ม.ค. 2555 ) ตามทางข่าวนี้ถือว่าตรงเป้าหมายนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคนจากดูไบ ที่ต้องการเซ็ททีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจใหม่ หลังจากห้าเดือนผ่านมาศักยภาพครม.ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและแก้ไขวิกฤติน้ำอยู่ในระดับสอบตก
แต่การกู้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจต้องมีปัจจัยการเมืองเกื้อหนุน "ต้องนิ่ง ต้องมั่นคง"
โดยเฉพาะด้านกองทัพถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ออกมาเขย่าขวัญรัฐบาลสีแดงตลอด ในเมื่อเป้าหมายยิ่งลักษณ์และทักษิณต้องการสร้างภาพลักษณ์รัฐบาลให้เป็นที่ยอมรับพร้อมกับคิดการใหญ่ทางการเมือง ก็ต้องอาศัยจังหวะปรับครม.ครั้งนี้ ล็อคเป้าสายความมั่นคงให้อยู่หมัดในคราวเดียวกัน
จับทางการปรับเปลี่ยน พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณทัต จากรมว. คมนาคม มานั่งรมว.กลาโหม .นอกจากสลายความขัดแย้งระหว่างรมต.ในกระทรวงคมนาคม แต่สายตรงดูไบมองข้ามช็อตถึงแผนการข้างหน้า เป็นแผนการที่ถึงเวลาอันสมควรแล้วต้อง”ปล่อยของ”แทรกซึมกองทัพ
อย่าลืมว่า ตั้งแต่เพื่อไทยได้รับชัยชนะเลือกตั้ง แต่กลิ่นอายความขัดแย้งยังคุกรุ่น เหตุจากความไม่ไว้วางใจจากคนเสื้อแดงที่มีต่อ”บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ยังดำรงอยู่เพราะเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมปฏิบัติการกระชับพื้นที่พี่น้องคนเสื้อแดง เสียงเรียกร้องโยกย้ายผบ.ทบ. ตามด้วยให้แก้ไขพ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งเขย่ากันบนถนน กัดเซาะกองทัพทุกวี่วัน ไม่เป็นผลดีต่อการเริ่มต้นทำงานของรัฐบาล ไม่เป็นผลดีที่จะสร้างความไว้วางใจต่อกัน ทำให้การวางตัว รมว.กลาโหมระยะแรก ต้องการภาพปรองดอง กระชับสัมพันธ์รัฐบาลและเพื่อไทยให้ได้
แม้ก่อนหน้านี้ ตท.10 ในพรรคเพื่อไทยพยายามเสนอตัวเลือกรมว.กลาโหม ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อ สุเมธ พรหมณี พล.ต.พฤณ ฑ์ สุวรรณทัต พล.อ.อ.สุกำพล แต่ละตัวเลือกเป็นที่รับรู้ล้วนเป็นสายเหยี่ยวดุดัน มีแผลฝังลึกในใจจากผลพวงยึดอำนาจต้องถูกเนรเทศย้ายไปในตำแหน่งไม่สำคัญ
คนดูไบเองก็มองออก หากมอบความไว้วางใจให้คนใดคนหนึ่งในตท.10 คุมกลาโหมในยามที่กองทัพถูกเขย่าจากเสื้อแดง ก็เร่งอุณหภูมร้อนการเมืองตั้งแต่ยังไม่ทันบริหารประเทศ ในที่สุดตัดสินใจเลือก พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา นายทหารแก่ที่มีภาพอาวุโส ทหารรุ่นน้องนับถือ ที่สำคัญสามารถเข้าออกบ้านสี่เสาเทศน์อย่างสนิทใจมารับตำแหน่ง ขณะเดียวกันก็ตบรางวัลสยบความเคลื่อนไหวเพื่อน ตท. 10 ด้วยการให้ “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล เป็นรมว.คมนาคม และพล.อ.อ.สุเมธได้ดิบได้ดีในตำแหน่ง ประธานบอร์ด ทอท.
แต่ห้าเดือนที่พล.อ.ยุทธศักดิ์คุมกลาโหม สามารถล็อคแขนบิ๊กเหล่าทัพตั้งวงดนตรีสมานฉันท์เล่นเพลงจังหวะเดียวกัน ชัดเจนจากการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ผ่านฉลุยตามที่ผู้นำเหล่าทัพขอมา “บิ๊กตู่”จัดแพ็คสายคุมกำลังอยู่หมัด ซึ่งแน่นอนสร้างความไม่พอใจให้กลุ่มตท.10 เช่นเคย แรงกดดันให้แก้ไขพ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหมเกิดขึ้นอีก ถึงกระนั้นไม่เป็นผล เมื่อบิ๊กอ๊อดก็ไม่กล้าแตะ
เมื่อกองทัพนิ่ง สมประโยชน์โยกย้ายแต่งตั้ง ยิ่งลักษณ์เดินสายตรวจแถวสวนสนามเหล่าทัพอย่างสบายใจ ก็เป็นจังหวะประเหมาะเปลี่ยนตัวรมว.กลาโหม โดยไม่มีแรงเสียดทานเหมือนช่วงเริ่มบริหารประเทศ จึงลงล็อคตามสัญญาใจจากดูไบได้เวลา “บิ๊กโอ๋” กลับมาผงาดกลาโหม เพื่อให้เดินเกมกระชับพื้นที่กองทัพยืนข้างรัฐบาล
เพราะประเมินกันแล้ว นับจากนี้ จะมีฤดูกาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งย่อมเกิดแรงกระเพื่อมจากกลุ่มก้อนสังคมที่มีทั้งหนุนและต่อต้าน ที่สำคัญฝ่ายต่อต้านชูจุดขายการแก้ไขครั้งนี้เพื่อให้คนคนเดียวได้กลับประเทศอย่างผู้บริสุทธิ์ ตรงนี้เรียกแขกได้เยอะอาจนำไปสู่สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรง พ่วงด้วยประเด็นการเพาะความคิดจากกลุ่มนักวิชาการหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ทำให้เกิดความเห็นแตกต่าง ซึ่งหากขยายตัวก็ไม่เป็นผลดีเขย่าความมั่นคงรัฐบาลเข้าไปอีก อีกทั้งปัญหาความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้การรอคำชี้ชาดศาลโลก ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากภาคประชาชนรอดูท่าทีรัฐบาล ขณะที่การฟื้นฟูประเทศจากปัญหาอุทกภัย ทุกสายตาก็รอดูผลงานรูปธรรม
ระยะเวลาจากนี้หากสารพัดปัญหาไม่สามารถคลี่คลายย่อมจะถูกรวมศูนย์นำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล แต่ถ้าหาทางเซ็ทกองทัพไม่ให้แตกแถวเชื่อว่าจะไม่เกิดรายการผู้นำเหล่าทัพตั้งโต๊ะแถลงข่าวปฏิเสธรัฐบาลขอยืนข้างประชาชนเหมือนในอดีต นี่จึงเป็นความพยายามต้องกระชับพื้นที่กองทัพเพื่อความมั่นใจ
ถามว่า พล.อ.อ.สุกำพล จะกระชับพื้นที่กองทัพได้อย่างไรในเมื่อ ตท.10 เป็นไม้เบื่อไม้เมากับฟากทหารที่ร่วมยึดอำนาจ ถ้าพิจารณาจากตัวบุคคล บิ๊กโอ๋ ยังมีสัมพันธ์อันดี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. แต่กับ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. กับ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องโฟกัสเป็นพิเศษ
เนื่องจากกรณีพล.อ.อ.อิทธิพรเคยเบียดพล.อ.อ.สุกำพล ขึ้นเป็นผบ.ทอ.หลังการปฏิวัติ ขณะที่เจ้าตัวถูกเด้งเข้ากรุ เป็นความคับแค้นใจถึงวันนี้ ช่นเดียวกับ “บิ๊กตู่”ยังมีบทบาทสำคัญคุมกำลังหลัก อย่างไรก็ตามในส่วนของผบ.ทอ.จะเกษียณอายุราชการปี้นี้ดูจะลดความขัดแย้งได้ระดับหนึ่ง อีกทั้งการบริหารงบประมาณภายใต้การนำของ รมว.กลาโหมคนใหม่ กระจายสู่เหล่าทัพ เป็นที่เฝ้ารอคอยจากทุกเหล่าทัพ เมื่อข้อเสนอโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ลงตัวตามสไตล์บิ๊กตท.10 จัดให้ การกระชับทางใจไร้ปัญหา ก็ย่อมนำไปสู่การแลกกับการเปิดทางให้กระชับโครงสร้าง จัดวางตำแหน่งโยกย้าย ซึ่งแน่นอนนว่า เมื่อพล.อ.อ.สุกำพล ได้เป็นรมว.กลาโหม นั่นหมายความเพื่อนตท.10 อีกหลายคนในเพื่อไทย ย่อมมีบทบาทเข้ามาแทรกซึมกองทัพในทางอ้อม
การจะทำได้สัมฤทธิผลหรือไม่ อยู่ที่ปม แก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหมก่อน หากอ่านบทสัมภาษณ์พล.อ.อ.สุกำพล ผ่านหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ “โอกาสที่จะปฏิวัติเกิดขึ้นได้เสมอถ้าปล่อยให้กองทัพเป็นแบบนี้ ปล่อยให้มีพ.ร.บ.กลาโหมแบบนี้ “ เท่ากับชี้ชัดจุดยืน บิ๊กโอ๋ และเหล่าคณะตท.10 มุ่งมั่นต้องการแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม เพื่อเปิดช่องให้ฟากการเมืองมีอำนาจโยกย้ายบิ๊กเหล่าทัพได้ ซึ่งหนึ่งในบัญชีดำที่ถูกกาหัวหนีไม่พ้นชื่อ”พล.อ.ประยุทธ์” จากนั้นจะนำไปสู่การจัดวางกำลังกองทัพตามความต้องการนักการเมืองต่อไป เป็นเช่นนี้กองทัพอยู่ในกำมือคิดทำการใดก็ไม่ยาก
ปฏิบัติการเร่งฉีดฮอร์โมนให้กองทัพกลายพันธุ์ อาจไม่เห็นผลอย่างรวดเร็วเพราะแรงต้านในกองทัพยังมี จึงต้องแทรกซึมค่อยเป็นค่อยไป ตามสูตรจัดงบตบรางวัลให้นิ่ง เมื่อโอกาสพร้อมกดปุ่มสัญญาณถึงฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อไทยเดินเครื่องเต็มสูบ







