
เปิดท่าเรือเชียงแสน2
ใหญ่ครึ่งหนึ่งของท่าเรือกรุงเทพ รับค้าสี่เหลี่ยมศก.ทะลุกว่าหมื่นล.
ใหญ่ครึ่งหนึ่งของท่าเรือกรุงเทพ รับค้าสี่เหลี่ยมศก.ทะลุกว่าหมื่นล.
เปิดท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ต้นเดือน เม.ย.นี้ รับค้าสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจพุ่งกว่าหมื่นล้านต่อปี
นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ รองปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างท่าเรือแม่น้ำโขงเชียงแสนแห่งที่ 2 บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย คิดมูลค่า 1,546.4 ล้านบาท หลังเสร็จสิ้นสัญญาก่อสร้างเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2554 แต่คณะรัฐมนตรีได้ผ่อนผันเวลาออกไปเพราะปัญหาเรื่องอุทกภัย โดยปัจจุบันโครงการได้คืบหน้าไปแล้วกว่า 98% คาดอีก 2 เดือนข้างหน้าจะแล้วเสร็จ 100% และจะเปิดดำเนินการเพื่อทำการค้าขายชายแดนในเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจไทย พม่า ลาว และจีน ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป
นายศรศักดิ์ เปิดเผยว่า ท่าเรือแห่งใหม่สร้างขึ้นบนเนื้อที่ 387 ไร่ 1 งาน 44 ตารางวา ถือเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ ซึ่งมีขนาดครึ่งหนึ่งของท่าเรือกรุงเทพ สามารถรับเรือสินค้าขนาด 300 ตัน ได้คราวเดียวกันกว่า 10 ลำ เนื่องจากท่าเรือแห่งที่ 1 ตั้งอยู่ในเขตเมืองโบราณเชียงแสนมีความคับแคบและไม่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันการค้าชายแดนผ่านท่าเรือเชียงแสนมีมูลค่าปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แยกเป็นการส่งออกประมาณ 9,000 ล้านบาท และนำเข้าประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการค้ากับจีนตอนใต้ โดยสินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง สินค้าอุปโภคบริโภค ลำไยอบแห้ง ส่วนสินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นผลไม้และพืชผัก
ด้านนายเฉลิมชัย มีคุณเอี่ยม ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีเอกชนจีนให้ความสนใจที่จะเข้ามาดำเนินการก่อสร้างห้องเย็นเพื่อเก็บสินค้าที่ท่าเรือด้วย ซึ่งภายในท่าเรือแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวาง ได้จัดเตรียมสถานที่รองรับเอาไว้อยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้พิจารณาตัดสินใจ เพราะถือเป็นเรื่องไม่เร่งด่วน แต่หากว่าจีนไม่ทำ ทางการท่าเรือฯ ก็มีแผนที่จะดำเนินการเองได้ในอนาคต โดยจะเสนอของบประมาณลงทุนเรื่องห้องเย็นเองได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2554 ทางรัฐบาลจีนประกาศหยุดเดินเรือขนส่งสินค้าผ่านแม่น้ำโขงทั้งหมด หลังเกิดเหตุคนร้ายปล้นสินค้าและยิงลูกเรือชาวจีนเสียชีวิตจำนวน 13 คน แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2554 เรือสินค้าจีนได้กลับมาเดินเรือผ่านแม่น้ำโขงตามปกติ เนื่องจากรัฐบาลไทยได้ร่วมกับจีน ลาว และพม่า ตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในลุ่มน้ำโขงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจการค้ากลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง ตลอดทั้งยังได้ทำให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง







