
'เอาอยู่' ก่อการร้าย ติงมะกันทำโฉ่งฉ่าง
กรณีสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์เตือนนักท่องเที่ยวของสหรัฐเอง
กรณีสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์เตือนนักท่องเที่ยวของสหรัฐเอง
ให้ระมัดระวังการก่อวินาศกรรมของกลุ่มก่อการร้ายในประเทศไทยนั้น ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวไปทั่วโลก เพราะมีความหวั่นเกรงว่าไทยจะตกเป็นเป้าชำระแค้นของกลุ่มผู้ก่อการร้าย และที่หนักหน่วงไปกว่านั้นคือ มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยยืนยันความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยในสถานที่สาธารณะและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ซึ่งได้สั่งการให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กองทัพ และสภาความมั่นคง ให้ดูทั้งความปลอดภัยและรายงานสถานการณ์ 24 ชม. รวมทั้งได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศประสานกับทุกประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและไม่ให้มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศหารือกับสหรัฐเพื่อสร้างความเข้าใจกัน รวมถึงประเทศต่างๆ ที่ได้มีการแจ้งเตือน ส่วนผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยนั้น จริงๆ แล้วอาจเป็นเรื่องการสื่อสาร และได้ให้ความมั่นใจกับสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้วว่าให้กระจายข่าวไป และขอฝากสื่อมวลชนด้วย เพราะภาพรวมเป็นเรื่องของกระแสข่าว ขอย้ำว่าดูแลความปลอดภัยได้
อย่างไรก็ตาม ความหวั่นวิตกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว นายกรัฐมนตรี ยังได้สั่งให้รัฐมนตรีด้านความมั่นคงออกมาชี้แจงสร้างความเชื่อมั่นทันทีหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ซึ่งประกอบด้วย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม และสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ
พล.ต.อ.โกวิท แถลงว่า หน่วยงานด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตามโดยตลอดทุกระยะ และทางราชการไม่จำเป็นจะต้องบอกกล่าวว่า ช่วงเวลาใดมีบุคคลต้องสงสัยเดินทางเข้าออกประเทศ เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่จะต้องติดตามดูแลพฤติกรรมต่างๆ จึงขอย้ำว่าฝ่ายรัฐบาลและผู้รับผิดชอบจะดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่ ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง
“ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ความสงบทุกอย่างไม่ต้องเป็นกังวล เราจะร่วมมือกันทำงานให้เต็มที่ และถ้าสื่อมวลชนช่วยทำความเข้าใจกับประชาชนก็จะเกิดความสงบเรียบร้อยโดยเร็ว ทัวร์ต่างๆ ก็จะกลับเข้ามาเหมือนเดิม” พล.ต.อ.โกวิท กล่าว
ด้าน สุรพงษ์ กล่าวว่า ขอปฏิเสธข่าวเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศ จะเชิญเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ที่ออกแถลงการณ์เตือนมาพบนั้น ไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ จากการสำรวจเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศ ตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค. ภายหลังจากสถานทูตสหรัฐออกแถลงการณ์เตือนไปแล้วนั้น ตอนนี้มีทั้งหมด 14 ประเทศด้วยกัน ที่ประกาศเตือนภัยให้กับประชาชนของตัวเอง อาทิ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ อิสราเอล จีน และไต้หวัน ที่ไม่ได้อ้างอิงแถลงการณ์ของสหรัฐ นอกจากนั้นประเทศอื่นๆ จะอ้างอิงตามประกาศของสหรัฐทั้งสิ้น
รมว.ต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศจะแจ้งให้เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศต่างๆ ได้ชี้แจงกับประเทศเหล่านั้นให้เข้าใจถึงสถานการณ์ โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 16 ม.ค.
ขณะที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า การเปิดเรื่องนี้ขึ้นมาก็ทำให้ประเทศไทยในฐานะที่ดำเนินการข่าวลับอยู่แล้ว มีความไม่สบายใจ แต่ขอยืนยันว่าประเทศไทยไม่ใช่เป้าหมายของการก่อการร้าย แต่การที่ผู้ก่อการร้ายมาใช้พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินการ เพราะว่าประเทศไทยมีความสงบมาก หรือเรียกว่า Soft Target เป็นเป้าหมายที่อ่อนนุ่ม ที่ผู้ก่อการร้ายและผู้ที่นำผู้ก่อการร้ายมาเคลื่อนไหว ดังนั้นจะเห็นว่าจุดหมายที่มันเกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับทุกจังหวัดในประเทศไทยเลย
“เกี่ยวกับจังหวัดเดียวเท่านั้นคือ กทม.และบางจุดเท่านั้นที่เป็นที่ชุมนุมของชาวอิสราเอลและสหรัฐ ตัวอย่างเช่น ถนนข้าวสาร ที่มีชาวอิสราเอลอยู่มากที่สุดใน กทม. ซึ่งก็เป็นห่วงว่าคนไทยเราจะไม่สบายใจ จึงขอให้ชาวต่างชาติที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยสบายใจได้ว่าสถานการณ์ทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่เราทุกคน และบุคคลที่เข้ามาก่อการร้ายได้ออกไปหมดแล้ว” พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าว
รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า เพื่อไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยและกระทบกระเทือนต่อการท่องเที่ยว ทางกระทรวงกลาโหมได้ให้สำนักนโยบายและแผนกลาโหม ติดต่อขอคุยกับผู้ช่วยเอกอัครราชทูตทหารของสหรัฐ ว่า ครั้งหน้าหากจะมีเหตุการณ์อะไรแบบนี้อีก และเกิดอะไรขึ้นมา ขอให้มันรัดกุมมากขึ้นกว่านี้ ขอให้คุยกันเสียก่อน เห็นใจประเทศไทยบ้าง เพราะว่ามันกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติด้วย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความมั่นคงอย่างเดียวเท่านั้น
สำหรับเหตุจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า มาแก้แค้น เพราะกลุ่มนี้ประกาศว่าจะต้องแก้แค้นอิสราเอลให้ถึงที่สุด เพราะเมื่อปี 2551 อิสราเอลฆ่าบุคลากรระดับหัวหน้าของกลุ่มนี้ที่ประเทศซีเรีย







