
ศาสตร์นักสืบรุ่นเก๋า แกะรอยล่าจาก ปืน-กระสุน
มีอีกหลายคนที่อาจยังไม่รู้ว่าอาวุธปืนและลูกปืนที่คนร้ายเลือกใช้เป็นทูตมรณะเด็ดชีพเหยื่อนั้น
โดย...วัสยศ งามขำ
มีอีกหลายคนที่อาจยังไม่รู้ว่าอาวุธปืนและลูกปืนที่คนร้ายเลือกใช้เป็นทูตมรณะเด็ดชีพเหยื่อนั้น สามารถใช้เป็นกุญแจไขปริศนาไปสู่ตัวคนร้ายได้ เรื่องเหล่านี้บรรดามือปราบรู้ดี และยิ่งกว่านั้นพฤติกรรมในการกระหน่ำยิง หรือบรรจงลั่นกระสุนใส่เหยื่อ ก็สามารถที่จะตอบโจทย์อันดำมืดได้ด้วยว่ามันเกิดจากฝีมือของมือปืน หรือน้ำมือคู่กรณีที่ลงมือซัดเองแบบไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
คดีมือปืนจ่อยิง อุดร ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร จนเสียชีวิตคาที่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างหนึ่งของการไขคดีในชั้นแรกที่นักสืบเริ่มจากการวิเคราะห์หัวกระสุนปืนในที่เกิดเหตุ และลักษณะการยิงของคนร้าย
ก่อนที่จะสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุ จนในที่สุดนำไปสู่การขออนุมัติศาลออกหมายจับกุม ครรชิต ทับสุวรรณ สส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้ามอบตัวในเวลาต่อมา พร้อมกับคำให้การแบบปฏิเสธ
คดีนี้ในเบื้องต้น ชั่วโมงแรกของการตายยังไม่มีอะไรที่สามารถบอกถึงตัวคนร้ายได้มากนัก แต่ทันทีที่การชันสูตรศพอย่างคร่าวๆ เสร็จสิ้นลง ตำรวจก็บอกได้ทันทีว่า ไม่น่าจะเป็นฝีมือของมือปืนรับจ้าง โดยเฉพาะ พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ที่ออกมายืนยันทันทีหลังตรวจดูสภาพศพ และสอบปากคำพยานว่าไม่เกี่ยวข้องกับการจ้างวานฆ่า และปัญหาขัดแย้งทางการเมือง
ส่วนหนึ่งที่ตำรวจใหญ่ฟันธงได้ขนาดนี้ มาจากอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ ซึ่งเป็นขนาด .40 มม. ซึ่งไม่เคยมีเรกคอร์ดมาเลยว่าจะมีมือปืนหน้าไหนหยิบจับมาใช้ และลักษณะการยิงก็ผิดจากมือปืนที่ถูกผลิตออกมาจากซุ้ม นั่นเพราะเป็นการกระหน่ำยิงที่ไม่มีความประณีตและลั่นไกมากถึง 8 นัด
การวิเคราะห์การยิงและอาวุธปืนของคนร้ายข้างต้น ถือเป็นศาสตร์หนึ่งที่ตำรวจนักสืบชั้นครูรู้อยู่เต็มอก หนึ่งในนักสืบที่เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ศาสตร์นี้ และยังเป็นนักเล่นปืนตัวยงคงหนีไม่พ้น พล.ต.ต.ประยนต์ ลาเสือ ผู้บังคับการศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 คุมพื้นที่แดนดุอีสานใต้ ให้ความเห็นถึงการเลือกใช้ปืนของมือปืนว่า ปืน .40 ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทันทีว่าไม่น่าจะเป็นมือปืนใช้นั้น เป็นเพราะเป็นปืนชนิดใหม่ที่ยังมีคนใช้น้อยในเมืองไทย คงไม่มีโจรหน้าไหนหยิบมาใช้แน่ๆ เพราะนอกจากไม่คุ้นเคยแล้ว มันจะเป็นอุปกรณ์ชั้นดีให้ตำรวจตามดมกลิ่นได้ง่ายยิ่งขึ้น โจรจึงหันไปพึ่งปืนตลาดอย่าง 9 มม. และ 11 มม. เป็นหลัก
ผู้การฯ ประยนต์ ขยายความให้ฟังว่า ปืนขนาด 9 มม. แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับขนาด 11 มม. นั่นเป็นเพราะว่า 9 มม. มีความคม ทะลุทะลวงค่อนข้างสูง มีความเร็วประมาณ 1,150 ฟุตต่อวินาที ใครถูกยิงจะยังไม่หยุดทันที ส่วน 11 มม. มีความเร็วต่ำกว่าขนาด 9 มม. อยู่ที่ประมาณ 850 ฟุตต่อวินาที ใครถูกยิงจะหยุดทันที เห็นผลชัวร์ แต่ระยะหวังผลต่ำกว่า 9 มม.มาก
อย่างไรก็ตาม มือปืนมักจะนิยมใช้ปืนทั้งสองขนาดนี้ในการก่อเหตุ เพราะหาได้ง่ายในตลาดมืด ยกเว้น 11 มม. ที่กฎหมายจะเปิดช่องให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น ที่จะสามารถหาซื้อมาพกหรือเก็บไว้ป้องกันตัวได้
“ในปัจจุบันมือปืนรับจ้างมักจะใช้ปืนขนาด 9 มม. เป็นหลัก เพราะ ‘ซื้อง่ายขายคล่อง’ พกพาหลบตาคนได้มิดชิดกว่าขนาด 11 มม. ที่มีขนาดใหญ่กว่า”
พล.ต.ต.ประยนต์ ตำรวจคนหนึ่งที่ครอบครองปืนยี่ห้อ บาเร็ตต้า ขนาด .40 ไว้เป็นเจ้าของ บอกว่า ปืนขนาด .40 ถูกผลิตขึ้นมาให้อยู่ตรงกลางระหว่างปืนขนาด 9 มม. กับ 11 มม. ได้ประโยชน์จากปืนทั้งสองขนาดมาอย่างละครึ่ง คือยิงได้ระยะแทบจะเทียบเท่ากับ 9 มม. ขณะเดียวกันก็มีแรงปะทะสูงกว่า ซึ่งเกือบจะเท่ากับปืนขนาด 11 มม. ก็ว่าได้
อย่างไรก็ตาม ปืนขนาด .40 ยังไม่ได้แพร่หลายมากนักในเมืองไทย ส่วนหนึ่งมาจากกระสุนหาซื้อยากตามท้องตลาด อีกทั้งยังไม่มีลูกที่ผลิตขึ้นมาเพื่อซ้อมยิง
หากรู้เช่นนี้แล้วก็จะสามารถวิเคราะห์เบื้องต้นได้ว่า การที่คนร้ายใช้ปืนขนาด .40 ยิง ไม่น่าจะเป็นฝีมือของมือปืนรับจ้าง เพราะคงไม่มีมือปืนที่ไหนนำมาใช้ เพราะจะถูกตรวจสอบได้ง่าย ลักษณะการยิงก็จะสามารถบอกได้ว่าเป็นมือปืนรับจ้างหรือไม่ โดยดูได้จากการเกาะกลุ่มของลูกกระสุน หลังจากที่ลั่นไกปืนออกไปแล้ว
“หากยิงแบบรวมกลุ่มอย่างมากไม่น่าจะเกิน 3 นัด คือกระสุนกระจุกตัวอยู่รวมกัน ก็เรียกได้ว่าเป็นมือปืนอาชีพ แต่หากยิงสะเปะสะปะลั่นจนหมดแม็กอย่างนี้ ก็อาจจะลงมือยิงกันเอง และหากลั่นไกออกไปจำนวนมาก หลายนัด ก็เดาได้อีกว่าน่าจะเกิดจากอาการโกรธแค้น พวกนี้เป็นศาสตร์ขั้นต้นสำหรับคลำทางสืบสวนได้” พล.ต.ต.ประยนต์ บอก อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับคดียิงนายกอุดร เป็นเพราะไม่ได้เป็นคดีที่เขารับผิดชอบ
แต่ก็ยังฝากไปถึงนักสืบรุ่นใหม่ว่า ศาสตร์เหล่านี้บางอย่างอาจจะไม่อยู่ในตำราหรือในห้องเรียน แต่ต้องอาศัยประสบการณ์และการลงพื้นที่เพื่อคลี่คลายคดี ส่วนจะนำไปใช้ได้มากน้อยแค่ไหนนั้นอยู่ที่การสังเกต นั่นเป็นเพราะคนร้ายย่อมทิ้งหลักฐานในที่เกิดเหตุ







