posttoday
รัฐบาลโยนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ประชาชนเจ็บตัว

รัฐบาลโยนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ประชาชนเจ็บตัว

05 มกราคม 2555

การออกมาผลักดันมาตรการแก้ปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท

โดย...ทีมข่าวการเงิน

การออกมาผลักดันมาตรการแก้ปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ถือเป็นการเปิดศึกของหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

นั่นคือ ระหว่างรองนายกรัฐมนตรีกับ รมว.คลัง ที่มีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หนุนหลัง

ขณะเดียวกันนั้นก็เป็นการสะท้อนภาพว่า รัฐบาลนี้ต้องการใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ไปใช้ในการพัฒนาประเทศ แทนที่จะนำไปจ่ายแต่หนี้ ซึ่งถือว่าเป็นมิติที่ดี

แต่ต้องมีการวางแผนที่รอบคอบ รัดกุม และไม่ให้กระทบกระเทือนต่อระบบและวงจรของระบบการเงินโดยรวม

ไม่แน่ หากรัฐบาลยังดึงดันต่อไป หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ทั้งกระทรวงการคลัง ระบบการเงิน และทีมเศรษฐกิจอาจแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้

รัฐบาลโยนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ประชาชนเจ็บตัว

ประเด็นแรกที่สะท้อนออกมาให้เห็นถึงปัญหา คือ กิตติรัตน์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นผู้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ จำนวน 1.14 ล้านล้านบาท ที่ปัจจุบันกระทรวงการคลังเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ย และ ธปท.เป็นผู้จ่ายเงินต้น กลับไปไว้ที่กองทุนฟื้นฟูฯ

โดยให้กองทุนฟื้นฟูฯ จะทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดแทน โดยให้ ธปท.เป็นผู้หารายได้ให้กับกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อมาชำระหนี้ดังกล่าว

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นผู้เสนอกฎหมายที่ให้อำนาจ รมว.คลัง เป็นผู้มีอำนาจในการดูแลตามกฎหมายต่อที่ประชุม ครม.

เชิญแปลความกันตามสบายว่าเกิดอะไรขึ้น

ประการต่อมา ถ้าพิจารณาสาระสำคัญของ พ.ร.ก.นี้แบบง่ายๆ จะพบว่ามีการให้อำนาจ ธปท. สามารถเรียกเก็บเงินจากสถาบันที่รับฝากเงินได้เต็มที่ในอัตราไม่เกิน 1%

เมื่อรวมกับที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากเรียกเก็บอยู่แล้วที่ 0.4% ซึ่งในเบื้องต้น ครม.เห็นชอบว่าจะลดอัตราการเก็บเงินในส่วนของสถาบันคุ้มครองเงินฝากลง เนื่องจากได้ให้ ธปท.เรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินมาใช้หนี้แล้ว

หากสถาบันการเงินไม่ยอมจ่ายเงินตามที่เรียกเก็บ จะให้ ธปท.เก็บเงินเพิ่มในอัตรา 2% ต่อเดือนของเงินที่ไม่ยอมจ่าย และหากสถาบันการเงินไม่ยอมปฏิบัติตามอีก จะให้ ธปท.เรียกสถาบันการเงินและดำเนินการบังคับให้ชำระเงินให้ได้

แต่ในความเป็นจริงนั้น บอกตามตรงว่าปฏิบัติแล้วเกิดปัญหาแน่นอน

เพราะวิธีการแบบนี้เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังโยนไฟมาใส่บ้านประชาชนที่ฝากเงินกับธนาคาร

ไม่เชื่อก็เขียนแปะโป้งไว้ข้างฝาบ้านได้ว่า ธนาคารจะมาลดดอกเบี้ยเงินฝากที่จ่ายให้ชาวบ้านตาดำๆ กินนั้นในอัตราที่ลดลง เพราะต้นทุนที่ทางการมากินค่าต๋งเพิ่มขึ้น

กิตติรัตน์ ยอมรับว่ารัฐบาลไม่สามารถยืนยันได้ว่าสถาบันการเงินจะผลักภาระไปให้ประชาชนผู้ฝากเงินได้ดอกเบี้ยน้อยลง และผู้ขอสินเชื่อต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นจากการที่รัฐบาลต้องเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินเพิ่มเพื่อมาใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ หรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะเก็บเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเต็มเพดานที่ทำได้ 1% เลยหรือไม่ และต้องเก็บนานเท่าไหร่

นโยบายที่คิดไม่รอบและไม่คำนึงถึงประชาชน แต่คำนึงถึงวิธีการที่จะทำให้รัฐบาลมีเงินไปใช้จ่ายปีละ 6.5-7 หมื่นล้านบาทแบบนี้ บอกได้ว่าอันตรายกับชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่และรู้ทันเล่ห์กลทางการเงินเป็นแน่แท้

แม้ในภาพใหญ่ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ จะการันตีว่าการออก พ.ร.ก.ชุดนี้จะกำหนดให้ ธปท.สามารถโอนทรัพย์สินและรายได้บางส่วนเพื่อมาชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ครั้งนี้ด้วย แต่จะไม่มีการพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม และไม่แตะเงินสำรองแน่นอน

ทำให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ด้วยความน่าเชื่อมั่น และพลังของพลังเงินที่รัฐบาลจะนำไปใช้จ่าย

แต่ชาวบ้าน คนหาเช้ากินค่ำ มนุษย์เงินเดือน ยันข้าราชการบำนาญ เดือดร้อนแน่ๆ

ขนาด ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ที่คัดค้านเรื่องนี้ในที่ประชุม ครม. ว่า การแก้ปัญหาหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ ต้องไม่กระทบกับวินัยการเงินการคลัง ธปท.จะไม่ต้องพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม และการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยต้องไม่เป็นภาระงบประมาณ

จนในที่สุด ครม.มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่จำเป็นต้องใช้ ก่อนที่จะอนุมัติกฎหมายฉบับนี้

แต่นัยที่ส่งผ่านมานั้น คือ ธีระชัย ไม่เห็นด้วย

เช่นเดียวกับ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ที่คัดค้านในเรื่องนี้อย่างหนัก

เพราะการโอนภาระดอกเบี้ยไปให้กองทุนฟื้นฟูฯ นั้น ผู้รับโอนไม่อยู่ในสถานะที่จะช่วยตัวเองได้ เพราะไม่มีทรัพย์สินเหลืออยู่แล้ว

อาจจะเหลือบ้าง แต่ไม่น่าจะเกิน 1.5 แสนล้านบาท ขณะที่มีหนี้เงินต้น 1.1 ล้านล้านบาท มีภาระที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท

ขีดความสามารถในการหาเงินขององค์กรนี้จะมาจากไหน อย่าว่าแต่ดอกเตอร์ที่จะทุบโต๊ะเปรี้ยงว่าพังกับพัง แม้แต่แม่ค้าขายหมูยังรู้ว่าเป็นไปไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องดึงเอาธนาคารกลางมารับผิดชอบนั่นเอง

นั่นหมายถึงว่าการรับโอนเงินมาให้ ธปท.ร่วมรับผิดชอบรอบนี้ จะทำให้ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทของ ธปท.ลดน้อยลง

ที่สำคัญ จะทำให้ประชาชนต้องเจ็บปวดจากดอกเบี้ยที่จะต่ำเตี้ยติดดิน

ไม่เชื่อคอยดูกันได้

 

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน