
โลกผวาอิหร่าน เปิดฉากโต้ชาติตะวันตก ดันราคาน้ำมันพุ่ง
กลายเป็นชนวนร้อนแรงปะทุข้ามปี สำหรับความตึงเครียดระหว่างโลกตะวันตกกับชาติตะวันออกกลางผู้ค้าน้ำมันอย่างอิหร่าน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
กลายเป็นชนวนร้อนแรงปะทุข้ามปี สำหรับความตึงเครียดระหว่างโลกตะวันตกกับชาติตะวันออกกลางผู้ค้าน้ำมันอย่างอิหร่าน ที่ส่งผลให้ทั่วโลกตกอยู่ในอาการสั่นสะท้านไม่ได้
เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มี “น้ำมัน” เป็นตัวประกันสำคัญ
เรียกได้ว่าหากอิหร่านเห็นว่าสถานการณ์ของตัวเองไม่สู้ดีขึ้นมาเมื่อไร จนลุกขึ้นปิดช่องแคบฮอร์มุซตามที่เคยขู่เอาไว้ โลกก็มีสิทธิเจอราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุเกิน 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้แน่นอน
ทั้งนี้ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์กันไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ปีนี้เศรษฐกิจโลกน่าจะชะลอตัว ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในทุกประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย
เนื่องจากน้ำมันคือ ต้นทุนหลักในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น เกษตรกรรม ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือสิ่งทอ โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักได้ประมาณการกันไว้ว่า เศรษฐกิจทั่วโลกต้องพึ่งพาน้ำมันในการขับเคลื่อนมากถึง 80%
ทั้งนี้ มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศอิหร่านนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาแต่อย่างใด เนื่องจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้มีมติดำเนินการคว่ำบาตรอิหร่านมาตั้งแต่ปี 2549 เพื่อโต้ตอบอิหร่านที่ไม่ยอมยกเลิกโครงการพัฒนา (อาวุธ) นิวเคลียร์
มาตรการคว่ำบาตรในครั้งนั้น ห้ามการส่งออกวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ไปอิหร่าน ห้ามการนำเข้าหรือส่งออกอาวุธยุทธภัณฑ์ หรือเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปยังอิหร่าน และอายัดทรัพย์สินบุคคลสำคัญ ตลอดจนบริษัทใหญ่ของอิหร่าน
ขณะเดียวกันหลายประเทศ ทั้งสวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) และชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ ต่างก็ออกมาตรการกดดันอิหร่านในระดับทวิภาคีเพิ่มเติมออกมาอีก และเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งไม่ค้าขายกับอิหร่าน อายัดทรัพย์สิน และขึ้นบัญชีดำรายชื่อบุคคลและบริษัทที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเอื้อประโยชน์ในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
จะมียกเว้นไว้ก็เพียงแต่กิจกรรมที่เป็นประโยชน์สำหรับประชาชนชาวอิหร่าน หรือเกี่ยวข้องในเชิงมนุษยธรรม เช่น ยา อุปกรณ์ทางการเกษตร สิ่งพิมพ์ และภาพยนตร์
นัยว่ากดดันทุกวิถีทางที่จะทำได้จนกว่าอิหร่านจะยอมถอดใจเรื่องนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า อิหร่าน ภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดินจัด ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแข็งกร้าวเฉียบขาด จะไม่ยี่หระต่อการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกเท่าไรนัก เห็นได้จากการที่อิหร่านยังคงท้าทายเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ต่อไป
แน่นอนว่าลำพังแค่พัฒนานิวเคลียร์ เพื่อใช้เป็นพลังงานก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร แต่รายงานจากทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ระบุอย่างชัดเจนว่า โครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านมีวัตถุประสงค์เพื่อการทหารหรือเพื่อใช้เป็นอาวุธ
นิวเคลียร์ของอิหร่านเลยกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้ทั้งสหรัฐ อังกฤษ และแคนาดา ต้องเดินหน้าขยายมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมทันที ขณะที่ฝรั่งเศสเริ่มเรียกร้องให้ชาติสมาชิกอียูเพิ่มแรงกดดันด้วยเช่นเดียวกัน
เรียกได้ว่า จัดหนัก จัดเต็ม ชนิดหวังให้อิหร่านเข็ดขยาด โดยคราวนี้ถึงขั้นไม่ค้าขายหรือทำธุรกรรมใดๆ กับบริษัทสัญชาติอิหร่าน แม้แต่ธนาคารกลางอิหร่าน และมุ่งไปที่หัวใจหลักทางเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมี
ทว่า ขึ้นชื่อว่า อิหร่าน มีหรือจะยอมชาติตะวันตก
เห็นได้จากการที่รองประธานาธิบดี โมฮัมหมัด เรซา ราฮิมี แห่งอิหร่าน ลั่นวาจาไว้ว่า จะไม่ยอมให้น้ำมันแม้เพียงสักหยดไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าตะวันตกเดินหน้าคว่ำบาตรอิหร่าน แถมยังส่งคำเตือนเพิ่มมาอีกว่าให้โลกระวังตัวไว้ เพราะอาจต้องซื้อน้ำมันใช้ในราคา 250 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล!
ขณะที่ พล.ร.อ.ฮาบิบอลเลาะห์ ซายารี แห่งกองทัพเรืออิหร่าน ก็ออกมาย้ำสำทับเป็นคำรบสอง เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ว่า กองทัพอิหร่านสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียได้อย่างไม่ยากเย็น
พูดตามประสาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า ง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
ก่อนที่ไม่กี่วันให้หลัง ซึ่งข้ามปีใหม่มาได้เพียงหนึ่งวัน อิหร่านก็แสดงแสนยานุภาพฝึกซ้อมยิงขีปนาวุธให้โลกได้เห็นแบบจะจะ
ถือเป็นยุทธวิธีโต้กลับให้รู้ชัดเจนแจ่มแจ้งว่าที่พูดขู่ไว้ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ไม่ได้เป็นแค่ราคาคุย และอิหร่านทำได้แน่ หากชาติตะวันตกจะยังดื้อดึงเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซนี้มีความสำคัญต่อโลกอย่างมาก เพราะถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีปริมาณน้ำมันเข้าออกจากอ่าวเปอร์เซียถึง 40% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก และยังเป็นจุดเชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นชายฝั่งของหลายชาติตะวันออกกลางที่ค้าขายน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นบาห์เรน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มุ่งหน้าออกสู่มหาสมุทรอินเดีย
นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักต่างตบเท้าออกมาคาดการณ์กันแบบไม่ต้องลุ้นว่า ขืนสถานการณ์บนอ่าวอาหรับยังตึงเครียดเช่นนี้ โลกมีสิทธิได้เห็นราคาน้ำมันพุ่งทะลุเกิน 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแน่นอน
หรือหากมองในแง่ดีหน่อย ราคาน้ำมันโลกในปีนี้ก็คงเฉลี่ยอยู่ในระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และไม่ต่ำไปกว่านี้แน่นอน
เพราะเพียงแค่ พล.ร.อ.ฮาบิบอลเลาะห์ แห่งกองทัพเรืออิหร่าน ออกมาขู่ปิดช่องแคบ ราคาน้ำมันโลกในวันที่ 28 ธ.ค. ก็พุ่งทันที 2% โดยราคาน้ำมันที่ตลาดนิวยอร์กพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 101.36 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐในวันที่ 3 ม.ค. หนึ่งวันหลังจากอิหร่านซ้อมยิงขีปนาวุธพุ่งขึ้นเกือบ 2.5% ทำให้ราคาน้ำมันสูงเกือบ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบในตลาดเอเชียทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบส่งมอบในเดือน ก.พ. ในตลาดสิงคโปร์เพิ่ม 1.71 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 100.54 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
แฟรงก์ ชาลเลนเบอร์เกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าโภคภัณฑ์จากธนาคารแลนเดสแบงก์ บาเดน-วูเอิทเทมเบิร์ก แห่งเยอรมนี กล่าวว่า ท่าทีของอิหร่านทำให้โลกตระหนักว่า อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีลักษณะเป็นคอขวดและมีความกว้าง 50 กม.ได้แน่ จนทำให้ตลาดโลกอดวิตกกังวลไม่ได้ว่า การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางอาจมีปริมาณที่ลดลง
“บรรดาอุตสาหกรรมในโลกตะวันตกอาจยังไม่ได้รับผลกระทบในช่วงแรก เพราะมีปริมาณน้ำมันสำรองไว้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าปริมาณน้ำมันสำรองนั้นมีอยู่จำกัด” ชาลเลนเบอร์เกอร์ กล่าวพร้อมเตือนว่า ในกรณีที่มีการปิดช่องแคบจริงราคาน้ำมันโลกมีสิทธิเพิ่มสูงขึ้น 20% ทันที
ยิ่งไปกว่านั้น หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อคาราคาซังกันต่อไป ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันอย่างชาลเลนเบอร์เกอร์ ระบุว่า ราคาน้ำมันโลกในปี 2555 อาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นทำสถิติครั้งใหม่ มากกว่าที่เคยทำไว้เมื่อปี 2551 ซึ่งมากกว่า 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันจากหลายสำนักเชื่อว่า ถ้าสถานการณ์เลวร้ายจนถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซ โอกาสที่จะยืดเยื้อกินเวลานานร่วมเดือนไม่น่าจะเป็นไปได้
หรือพูดให้ง่ายเข้าก็คือว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นไปในระยะเวลาสั้นๆ
เพราะต้องไม่ลืมว่า บรรดาชาติสมาชิกในกลุ่มองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่อิหร่านเป็นสมาชิกอยู่นี้คงไม่ยอมเป็นแน่
ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ประเทศซาอุดี…อาระเบีย ซึ่งต้องอาศัยช่องแคบฮอร์มุซในการลำเลียงขนส่งน้ำมันเช่นเดียวกัน
ประมาณว่า ซาอุดีอาระเบียน่าจะอาศัยแรงกดดันจากโอเปกให้อิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซในที่สุด
ด้าน โทนี ทไวน์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสและผู้อำนวยการของอีโคโนเมทริกซ์ ระบุว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบจำกัดอยู่แค่ภาคธุรกิจเท่านั้น แต่จะส่งทอดต่อไปถึงภาคสังคมด้วย
เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นหมายถึง ต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น สินค้าราคาแพงขึ้น และจบลงที่โอกาสในการเกิดภาวะเงินเฟ้อ (ข้าวยากหมากแพง) ตามมา
ทั้งนี้ แม้ว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำจากทั่วโลกจะเห็นว่า ภาวะเงินเฟ้อในปี 2555 มีแนวโน้มผ่อนคลายลง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ทว่า ราคาอาหารมีสิทธิพุ่งพรวดได้อีก หากว่าราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น
การลุกฮือก่อจลาจลที่เคยเกิดขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังที่ผ่านมา มีสิทธิซ้ำรอยเกิดขึ้นได้อีกครั้ง ขณะที่แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อจะกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหลาย เช่น จีน หรือบราซิล ซึ่งเป็นความหวังท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันให้สะดุดได้โดยง่าย
นับได้ว่าความตึงเครียดระหว่างชาติตะวันตกและอิหร่าน เป็นประเด็นที่ทั่วโลกไม่อาจละสายตา หรือปฏิเสธความเกี่ยวข้องไปได้
และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนคาบสมุทรเปอร์เซีย สิ่งที่ควรจะทำต่อจากนี้ก็คงเป็นเพียงเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมกับราคาน้ำมันที่จะแพงขึ้นเท่านั้น







