
ไทยปี'55 ต้องอย่างนี้! ถึงฝ่ามังกรดุ
เพื่อให้ประเทศไทยทะยานฝ่าอุปสรรคทั้งในและต่างประเทศมากมายปี 2555
เพื่อให้ประเทศไทยทะยานฝ่าอุปสรรคทั้งในและต่างประเทศมากมายปี 2555 โพสต์ทูเดย์จึงระดมแนวคิดของผู้นำด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเมือง สังคม ศาสนา ไว้เป็นประโยชน์ในการประยุกต์ใช้ได้อย่างบูรณาการว่า เมืองไทยควรจะเป็นอย่างไรถึงผ่านปีมังกรดุได้อย่างฉลุย
ในมุมของเศรษฐกิจ ธุรกิจ ยักษ์ใหญ่ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ผู้นำในการปรับตัวรับแนวโน้มใหม่ กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี บิ๊กบอสเครือซิเมนต์ไทย ให้ความเห็นว่า ปี 2555 ประเทศไทยต้องเดินหน้าเพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเออีซีนั้น ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ภาคเอกชนควรเข้ามามีส่วนร่วมและผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านช่องทางการค้าและการลงทุน โดยเร่งพัฒนาทรัพยากรบุคคลและส่งเสริมให้เกิดความคิดและรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่ตอบรับความต้องการของตลาดอาเซียน
ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเร่งส่งเสริมเรื่องการวิจัยและพัฒนา เพราะเทคโนโลยีสำคัญมากมีผลต่อการแข่งขันสูง และเป็นเรื่องความเป็นความตายของประเทศ
“ผมอยากให้ภาครัฐรวมทั้งภาคเอกชนให้ความสำคัญและลงทุนในเรื่องนี้ การแข่งขันในอนาคตจะแข่งกันที่เทคโนโลยีและองค์ความรู้หลายประเทศที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี” กานต์ กล่าว
กรณีรัฐบาลเกาหลีใต้ทุ่มเงินเรื่องวิจัยและพัฒนา (R&D) ทำให้เกิดการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่เสมอ สินค้าเกาหลีใต้มีนวัตกรรมใหม่ต่อเนื่อง ทั้งคุณภาพ ดีไซน์ มีสิทธิบัตรมากมาย เทียบชั้นได้กับแบรนด์ดังๆ ในระดับโลกตัวเลขการใช้งบด้าน R&D เทียบกับ GDP ของเกาหลีใต้มากกว่า 3% แล้วเห็นได้ชัดว่า ประเทศที่ถูกจัดเป็นกลุ่มพัฒนาแล้ว เรื่องเทคโนโลยีต้องแข็งแกร่ง และมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง
ทั้งนี้ ในปี 2555 เอสซีจีจะใช้งบด้าน R&D ประมาณ 2,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากในปีที่ผ่านมาที่ใช้เพียง 1,300 ล้านบาท โดยจะเน้นการลงทุนเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ใช้ทรัพยากรที่มีราคาแพงได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ การสร้างความเชื่อมั่นในอนาคตประเทศไทย เราเพิ่งผ่านพ้นจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี แต่ผมเชื่อมั่นว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะคลี่คลายไปในทางที่ดี ประเทศไทยยังมีอนาคตที่สดใส เพราะประเทศไทยยังมีศักยภาพสูง เป็นฐานการผลิตที่ดีของนักลงทุนต่างชาติ มีแรงงานที่มีฝีมือ ต้นทุนที่แข่งขันได้ ทั้งคนไทยยังมีน้ำใจไมตรีและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ด้านการเมือง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า อยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ซึ่งรัฐบาลมีภาระหนักมาก ในการที่จะฟื้นฟูประเทศ ฟื้นฟูชีวิตของประชาชน อยากให้รัฐบาลทำเรื่องพวกนี้ อย่าไปหยิบเรื่องที่มีแต่ความขัดแย้งขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้เกิดความวุ่นวายแล้ว จะยิ่งทำให้สิ่งที่ประชาชน ประเทศชาติ รอคอยในการช่วยเหลือ ยิ่งไม่ได้รับการดูแล
ทั้งนี้ 3 เรื่องเร่งด่วนที่อยากเห็นรัฐบาลทำเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว คือ 1.ฟื้นฟูชีวิตคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม 2.สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศและเศรษฐกิจ 3.อยากให้รัฐบาลเดินหน้าสานต่อในเรื่องเชิงสวัสดิการ การดูแลความเท่าเทียมของคนในสังคมอย่างเป็นระบบมากกว่านโยบายเฉพาะเรื่องมากกว่าหาเสียง
อภิสิทธิ์ มองว่า การที่บ้านเมืองจะเดินหน้าไปอย่างไร เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงหรือไม่ อยู่ที่รัฐบาลคนเดียว ว่าจะทำเรื่องไม่เป็นเรื่องหรือไม่ ถ้าไม่ทำบ้านเมืองก็สงบ แต่ถ้ารัฐบาลทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง มันก็จะวุ่นวาย เพราะฉะนั้น รัฐบาลเลือกได้ อยู่ที่รัฐบาลจะเลือกอะไร ส่วนที่มีคนในรัฐบาลออกมาส่งสัญญาณว่าจะทำเรื่องร้อนๆ ในช่วงปีนี้นั้น เราก็ต้องถามว่าเขาทำทำไม ทำเพื่ออะไร และใครได้ประโยชน์จากสิ่งที่เขาจะทำ?ในส่วนของความขัดแย้งที่เป็นวิกฤติในบ้านเมืองมานาน เวลานี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่ารัฐบาลมีโอกาสที่จะทำให้วิกฤติคลี่คลายได้อยู่ที่รัฐบาลอยากจะทำหรือเปล่า ในส่วนว่าจะมีการออกมาชุมนุมของกลุ่มต่างๆ อีกหรือไม่ นั้น ตนเองยังยืนยันเหมือนเดิมว่า อยู่ที่รัฐบาลถ้าไม่อยากจะให้บ้านเมืองวุ่นวายก็อย่าทำเรื่องพวกนี้ ให้เดินหน้าแก้ไขปัญหาของประชาชน
สำหรับภาคสังคม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ของขวัญปีใหม่ที่อยากได้และอยากเห็นที่สุดคงหนีไม่พ้นการขอประเทศชาติเกิดความสามัคคียึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชันในระยะยาว ซึ่งถือเป็นโรคร้ายของประเทศไทย พร้อมกับตั้งเป้าหมายว่า ดัชนีชี้วัดความโปร่งใสของประเทศไทยต้องมีตัวเลขที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป และในปี 2555 การทำงานของ ป.ป.ช. นอกเหนือไปจากการปราบปรามและชี้มูลความผิดในคดีทุจริตที่สำคัญแล้วยังจะเน้นการสร้างจิตสำนึกที่ดีของประชาชนให้ตื่นตัวเรื่องการทุจริตด้วย
หากจะถามว่าอยากเห็นนักการเมืองมอบของขวัญอะไรให้กับประชาชน คิดว่าไม่ต้องมีอะไรมาก เพียงแค่ขอให้ยึดถือการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งเหนือสิ่งอื่นๆ ใด และทำงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด แค่นี้ก็ถือว่าเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนแล้ว เพราะถ้าทำตรงนี้ได้เท่านั้นอย่างอื่นที่ดีๆ ก็จะตามมาในภายหลังเอง
ประยงค์ รณรงค์ ปราชญ์ชาวบ้านแห่ง ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เจ้าของรางวัลแมกไซไซ ปี 2547 สาขาผู้นำชุมชน กล่าวว่า อยากเห็นความสงบเรียบร้อยเกิดขึ้นในชาติ อยากให้ความวุ่นวายทั้งหมดทั้งปวงจบลงได้แล้ว
“ในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเจอแต่เรื่องหนักๆ ทั้งปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ แล้วไหนจะภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ครั้งล่าสุด ปีหน้าฟ้าใหม่นี้ อยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นในสังคมไทยเสียที เพื่อที่พวกเราจะได้เริ่มต้นเตรียมพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งโลกของเรากำลังเผชิญอยู่
“โดยเฉพาะแถบภูมิภาคอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้านเราต่างมุ่งมั่นจดจ่ออยู่กับการพัฒนาศักยภาพในทุกๆ ด้านกันหมดแล้ว เหลือแต่ไทยที่ยังมัวแต่วุ่นๆ อยู่กับปัญหาภายในประเทศ ถ้าทุกอย่างสงบเรียบร้อย ก็น่าจะมานั่งคิด วางแผน พูดคุยกันว่าจะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างไรได้แล้ว”
ปราชญ์ชาวบ้าน กล่าวว่า ประชาชนคนไทยก็ควรเลิกตั้งความหวังว่ารัฐบาลจะต้องเป็นผู้จัดการแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง ทางที่ดีควรหันมาสามัคคีปรองดอง ร่วมมือร่วมใจกันฝ่าวิกฤตไปด้วยกันดีกว่า
คุณหญิงต้น-ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี กล่าวว่า ปีนี้อยากเห็นความสุขในใจคนไทยเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากปีที่ผ่านมาเมืองไทยเจอกับเรื่องร้ายๆ มามาก ทั้งปัญหาคนในชาติทะเลาะกัน น้ำท่วม ภัยพิบัติ โดยส่วนตัวอยากเห็นภาพความสุขของคนไทยเหมือนในวันที่ 5 ธ.ค. ที่ทุกคนมีแต่ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส มีรอยยิ้ม คิดดี ทำดี
วันพ่อที่ผ่านมาปลาบปลื้มมาก เพราะได้มีโอกาสไปเฝ้ารับเสด็จที่ข้างถนนกับเพื่อนๆ และญาติๆ หลายสิบคน วันนั้นเราได้เห็นใบหน้าของผู้คนที่ไปเฝ้ารับเสด็จต่างยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุข
สิ่งที่คุณหญิงต้นคิดว่าปีที่ผ่านมาสังคมไทยยังขาดไป และถึงเวลาจะเติมให้เต็มเสียทีคือ คนไทยยังขาดการรับรู้หน้าที่ เพราะถ้าคนเรารู้หน้าที่ รู้ว่าต้องทำอะไร ความวุ่นวายจะน้อยลงเพราะทุกวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะคนเราไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเองสังคมก็เลยยุ่งเหยิง
หนูดี-วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง เจ้าของสโลแกน “อัจฉริยะสร้างได้” นักคิด นักเขียน บอกว่า ประเทศไทยปี 2555 นี้ อยากให้มีการจัดการด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยในแบบ “ท่องเที่ยวแบบเอกซ์คลูซีฟ” ที่ใส่ใจและห่วงใยในธรรมชาติให้มากขึ้น
ปัญหาน้ำท่วมก็มาจากสาเหตุไทยเปิดการท่องเที่ยวในลักษณะไม่ให้เกียรติธรรมชาติ เปิดรีสอร์ตกระทบป่าชายเลน เกิดการตัดไม้ทำลายป่า ฉะนั้นหากเรามีการวางแผนการท่องเที่ยวไม่รุกรานระบบนิเวศ น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำที่ไหลบ่าลงมาได้
สิ่งที่ทำให้หนูดีสนใจด้านการท่องเที่ยวเพราะรายได้หลักๆ ของไทยมาจากการท่องเที่ยว เมื่อเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของไทย คนต่างชาติก็ไม่กล้าเข้ามาท่องเที่ยว จึงอยากเห็นการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบ เป็นการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ที่ไม่รุกรานธรรมชาติ ไม่โปรโมตการท่องเที่ยวไทยที่ราคาไม่แพง คนต่างชาติอยากมาเพราะราคาถูก ยอมจ่ายแบบง่ายๆ แพ็กกระเป๋ามาก็เที่ยวในเมืองไทยได้แบบไม่ต้องให้เกียรติสถานที่
ในทางกลับกันคนไทยไปเที่ยวปารีสต้องแต่งองค์ทรงเครื่องแบบให้เกียรติ หนูดีอยากให้ชาวต่างชาติเที่ยวเมืองไทยแบบเห็นคุณค่าของความเป็นไทย







