
โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯให้ธปท.คิดง่ายแต่ทำยาก
ความพยายามเล่นแร่แปรบัญชีหนี้สาธารณะของรัฐบาล
ความพยายามเล่นแร่แปรบัญชีหนี้สาธารณะของรัฐบาล
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ความพยายามเล่นแร่แปรบัญชีหนี้สาธารณะของรัฐบาล เพื่อให้มีช่องในการระดมทุนด้วยการกู้เงินใหม่เข้ามาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในห้วงที่ประเทศไทยยังขาดดุลงบประมาณบานเบอะ
รัฐบาลได้ให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปหารือกันเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่มีมากกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ให้ลดลง เพราะหนี้จำนวนนี้แบกมากว่า 10 ปีแล้ว ไม่ลดลงเลย
สัดส่วนสถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณวันที่ 31 ต.ค. 2554 มีจำนวน 4,336,707.76 ล้านบาท หรือคิดเป็น 41.03% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
แบ่งเป็นหนี้ของรัฐบาล 3,092,940.64 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1,058,860.91 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 154,461.03 ล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 30,445.18 ล้านบาท
หากรัฐบาลกู้เงินมาทำโครงการฟื้นฟูประเทศตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศไทย (กยอ.)ตั้งแท่นจะใช้เงินในโครงการเมกะโปรเจกต์ป้องกันระบบน้ำจำนวน 3.5 แสนล้านบาทหนี้สาธารณะจะสูงเกินไปจนจะทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะที่มีความเสี่ยงในการลงทุน
หากจะกู้เงินมาใช้ไม่ให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงจนเกินไป ก็ต้องลดหนี้ที่มีเสียก่อน
แต่การจะโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นมรดกมาหลายรัฐบาลแล้ว เป็นเรื่องคิดได้แต่ทำยาก เพราะหลายรัฐบาลก็คิดมาจนหัวจะแตก แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำ
ที่ไม่มีใครกล้าทำก็เพราะ หนี้จำนวนนี้หากจะจัดการอะไรต้องแก้ไขกฎหมายซึ่งมีขั้นตอนมากมายหลายอย่าง
ชาญชัย บุญฤทธิ์ไชยศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกฎหมายและคดี ธปท. กล่าวว่า การจะโอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จำนวน 1.14 ล้านล้านบาท มาอยู่ในความดูแลของ ธปท. จะต้องมีการแก้กฎหมายที่เป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 2 ฉบับ
หนึ่งคือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 และ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ระยะที่สอง พ.ศ. 2545
แค่แก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับนี้ ก็จะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี
นอกจากประเด็นกฎหมายแล้ว ก็ยังมีเรื่องหนี้สินและทรัพย์สินของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่มีแต่หนี้สิน แต่ในด้านทรัพย์สินไม่มี
ทาง ธปท.ได้เคยแจ้งต่อกระทรวงการคลังไปแล้วว่า หากมีการโอนหนี้เงินต้นคืนในระยะ 5 ปีข้างหน้า ธปท.จะมีฐานะเงินทุนติดลบ 1.5 ล้านล้านบาท
ขณะที่หากไม่มีการโอนหนี้เงินต้น 5 ปีข้างหน้า ธปท.จะมีเงินทุนติดลบ 6.89 แสนล้านบาท ซึ่งเท่ากับธนาคารกลางของประเทศไทยล้มละลาย แล้วจะเอาเครดิตที่ไหนไปบริหารนโยบายการเงินของประเทศ
เจาะเข้าไปดูไส้ในของงบดุล ธปท.ใน 3 ปีที่ผ่านมา (2551-2553) มีส่วนของหนี้สินและทุนของ ธปท.ปรับตัวสูงขึ้นกว่าส่วนของสินทรัพย์ โดยในปี 2552 หนี้สินและทุนของ ธปท.ปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,217,811 ล้านบาท จากปี 2551 สุทธิ 809,630 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากภาระหนี้จากตราสารหนี้ของ ธปท.ที่มีอยู่ 2,531,360ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2551 มียอดสุทธิ 574,876 ล้านบาท ในขณะที่ทุนของ ธปท.ในปีนี้ติดลบอยู่ 81,758 ล้านบาท
ขณะที่ส่วนของสินทรัพย์ปี 2552 อยู่ที่ 3,217,811 ล้านบาท เพิ่มสุทธิจากปีก่อนหน้า 729,603 ล้านบาท
เงินหลักๆ เพิ่มขึ้นมาจากส่วนของเงินลงทุนที่ ธปท.เข้าไปแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยฐานเงินลงทุนเพิ่มขึ้นมาเป็น 2,439,808 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 736,683 ล้านบาท สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์โดยรวม
ในปี 2553 การเพิ่มขึ้นของทั้งสินทรัพย์และหนี้สินก็มีลักษณะคล้ายกัน โดยส่วนของหนี้สินและทุนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4,200,830 ล้านบาทเพิ่มสุทธิ 901,261 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าเป็นไปตามการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ ธปท.ที่มีอยู่ 3,140,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสุทธิ 608,647 ล้านบาท
ส่วนที่เหลือจากนั้น คือการเพิ่มขึ้นของเงินรับฝากสุทธิอีก 318,446 ล้านบาท ขณะที่ส่วนทุนในปีนี้หดตัวลงไปอีกเป็นติดลบ 431,829ล้านบาท
ด้านของสินทรัพย์ปี 2553 ที่เพิ่มเป็น 3,769,002 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสุทธิ 551,191 ล้านบาท ก็มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นสุทธิ 567,650 ล้านบาท มาอยู่ที่ 3,007,458 ล้านบาท
จะเห็นว่าแม้สินทรัพย์ของ ธปท.จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตัวเลขสอดคล้องกับระดับทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่ถ้าดูฝั่งของหนี้สินจะเห็นว่าปรับเพิ่มสูงกว่าขณะที่ส่วนทุนหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง
นักวิชาการเสียงแตกโยกหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ให้ธปท.ดูแล มึนธปท.ไม่มีรายได้จะเอาเงินจากไหนใช้หนี้
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ยังมองไม่ออกหากกระทรวงการคลังจะโอนหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(กองทุนฟื้นฟู) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) บริหารจะทำได้อย่างไร เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่มาก แต่ธปท.ไม่มีรายได้ แล้วจะนำเงินจากไหนมาชดใช้ ยกเว้นหากจะโยกหนี้มาให้ธปท.จริง ธปท.ก็ต้องนำเงินจากรายการอื่นมาใช้ เช่น เงินคงคลัง ซึ่งจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะต้องแก้กฎหมาย และจะกลายเป็นประเด็นอีก
นายเชาว์ กล่าวว่า ธปท.มีหน้าที่หลักอยู่ 2 อย่างคือ 1. ดูแลดอกเบี้ยและสภาพคล่องในตลาดให้เกิดความเหมาะสม และ2. ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท ซึ่งสองเรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่เหนื่อยของธปท.อยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ธปท.ต้องแบกความรับผิดชอบอยู่ หากโยกเงินกองทุนฟื้นฟูฯมาอีก อาจส่งผลให้ธปท.ทำหน้าที่สองข้อนี้ได้ไม่ดี ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นประเทศก็เสียหาย
อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลมองว่าจะโอนหนี้มาให้ ก็ควรมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบทั้งเรื่องหนี้สินและสินทรัพย์ แล้วก็ดูว่าจะให้องค์กรนี้บริหารภายในระยะเวลากี่ปี จากนั้นก็ขายสินทรัพย์เท่าที่ขายได้หากจะปิดตัว ส่วนที่เหลือที่เป็นส่วนต่างกระทรวงการคลังก็อาจรับผิดชอบบางส่วน วิธีนี้จะดีกว่า
ทั้งนี้หากรัฐบาลต้องการลดเพดานหนี้สาธารณะ ก็มีวิธีคือต้องระมัดระวังการใช้จ่าย โครงการต่าง ๆ อาจต้องลำดับความสำคัญใหม่ เพราะช่องทางมีอยู่อย่างจำกัด &<2288;
เรื่องนี้จึงเป็นหนังชีวิตเรื่องยาว ที่สุดท้ายก็จะกลายเป็นคิดง่ายแต่ทำยากเหมือนที่เคยเป็นมา







