posttoday
เหตุการณ์พลึกผันแห่งปี

เหตุการณ์พลึกผันแห่งปี

28 ธันวาคม 2554

1.‘ปรองดอง’ ดีแต่พูด ทำไม่ได้

1.‘ปรองดอง’ ดีแต่พูด ทำไม่ได้

หลังเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศออกมาเป็นสัญญาประชาคมว่า “ดิฉันขอปวารณาตนใช้สติปัญญา ทำงานด้วยความซื่อสัตย์อย่างเต็มที่ เพื่อทำให้ประเทศสงบสุข ปรองดอง และเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน”

สุดท้ายผ่านมา 4 เดือนรัฐบาลยังไม่มีความเป็นรูปธรรม การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้ง ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การคืนหนังสือเดินทางให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งผลให้การสร้างความปรองดองในประเทศไทยยังไม่เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ต่อไป

2.‘ผู้ร้าย’ กลายเป็น ‘พระเอก’

พลิก “วิกฤต” เป็น “โอกาส” !!!

จากต้นปีที่ “ทหาร” ตกเป็นจำเลยสังคม ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิตถึง 91 คน ผลสอบสวนที่เล็ดลอดหลุดออกมา ระบุถึงการเสียชีวิตบางส่วนว่า เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และกลายเป็นชนวนให้ถูกไล่ตามเช็กบิลจนถึงเวลานี้

ทว่า จาก “วิกฤตน้ำท่วม” ที่ผ่านมา บทบาทของ “ทหาร” พลิกผันจาก “ผู้ร้าย” กลายเป็น “พระเอก” ขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับความช่วยเหลือจาก “รัฐบาล” ที่ทั้งล่าช้า ไม่ทั่วถึง ไม่รวมกับความขัดแย้ง เล่นพรรคเล่นพวก

3.‘ทักษิณ’ แป้กอภัยโทษ

ความคลุมเครือของการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ขอพระราชทานอภัยโทษ เนื่องโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา หลังมีหลุดออกมาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ทำให้อุณหภูมิการเมืองเดือดขึ้นมาแบบฉับพลันโดยที่รัฐบาลไม่คาดหมายมาก่อน

ในที่สุด พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ออกมานยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายลง แต่ใช่ว่าสังคมจะไว้ใจรัฐบาล เพราะเชื่อว่าจะต้องมีการดำเนินการอื่นๆ ต่อเพื่อนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน

4.ยุบสภา

จุดเปลี่ยนการเมืองปีนี้ คือ การประกาศยุบสภาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งมี พ.ร.ฎ.ประกาศเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2554 เพื่อคืนอำนาจประชาชนให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย หลังจากเครือข่ายทักษิณได้ขับไล่ผ่านการชุมนุมใหญ่ตลอด 2 ปี

การยุบสภาครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์มองว่าได้เปรียบทางการเมือง โดยก่อนยุบสภาได้เร่งออกนโยบายเอาใจประชาชน จนที่สุดหลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลแพ้ยับเยิน พรรคเพื่อไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาล

5.ยิ่งลักษณ์ – นารีขี่ม้าแดง

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนสูง โดยมีผู้มาใช้สิทธิถึง 75% และถือเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์การเมืองไทยที่ยังดำรงภาวะความขัดแย้งอยู่ เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งถล่มทลายถึง 265 คน ทิ้งขาดพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ 159 คน ทำให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อไทย และเป็นน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

ยิ่งลักษณ์มาพร้อมกับกระแสของคนเสื้อแดงที่ปลุกว่า จะเป็น “นารีขี่ม้าขาว” มาดับวิกฤต ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า ยิ่งลักษณ์ไม่ใช่แค่น้องสาว แต่โคลนนิงเขา โดยเฉพาะสไตล์การทำงาน ที่สามารถตัดสินใจแทนกันได้ สถานะพี่และน้องครั้งนี้ของ “ทักษิณยิ่งลักษณ์” หลายฝ่ายมองว่า จะเป็นจุดแข็งและจุดอ่อน

6.ประชานิยมดันเพื่อไทย

การชนะเลือกตั้งอย่างขาดลอยของพรรคเพื่อไทย มาจากนโยบายประชานิยมโดนใจชาวรากหญ้าที่ยิ่งลักษณ์ชูในการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านหลังแรก รถคันแรก ลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ให้ราคาน้ำมันถูกลง ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท เงินเดือนแรกเข้าของผู้จบปริญญาตรีเดือนละ 1.5 หมื่นบาท เป็นต้น

เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล ปรากฏว่าเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวมาต่อเนื่องเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป ทำให้รัฐบาลต้องทำงบประมาณขาดดุลตลอดมา และการทำประชานิยมจึงทำได้จำกัดไม่เป็นไปตามที่สัญญาในหลายนโยบาย

7.ถูกปล้นจากโจทก์ กลายเป็นจำเลย

เป็นข่าวใหญ่หน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ในวันที่ 13 พ.ย. 2554 หลัง สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ถูกคนร้ายบุกปล้นเงินภายในบ้านพักย่านลาดพร้าว โดยไม่ได้หยิบจับทรัพย์สินอื่นๆ ในคืนวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับงานฉลองมงคลสมรสลูกสาวปลัดกระทรวงคมนาคมพอดิบพอดี

คดีดังกล่าวกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เมื่อปลัดกระทรวงคมนาคม ระบุว่า เงินที่ถูกปล้นไปนั้นอยู่ราวๆ 5 ล้านบาทเท่านั้น โดยเป็นเงินสินสอดทองหมั้นของลูกสาว คดีนี้น่าจะเป็นคดีปล้นธรรมดาๆ แต่เหตุการณ์กลับพลิกผัน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตามจับคนร้ายบางส่วนได้ โดยมีเงินของกลางมากถึง 18 ล้านบาท

เรื่องนี้ทำให้ปลัดกระทรวงคมนาคมถูกสอบสวนร่ำรวยผิดปกติ และถูกโยกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 6 เดือน และคดีก็ยังดำเนินต่อไป ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเงินสดที่อยู่ในบ้านสุพจน์มาจากการทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่

8.สึนามิถล่มนิวเคลียร์

เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิที่เข้าถล่มประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 ได้สร้างความเสียหายให้กับหลายเมืองในญี่ปุ่นและลามไปทั่วโลก เมื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ เกิดระเบิดจนกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมา เกิดการปนเปื้นกัมมันตรังสีในผลผลิตการเกษตรและในหลายสินค้าที่มีแหล่งผลิตใกล้โรงไฟฟ้า

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างกระแสต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในหลายประเทศ ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย เมื่อเจอเหตุการณ์นี้กระทรวงพลังงานจึงตัดสินใจเลื่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกไปจากที่คิดจะสร้าง 5 แห่ง รวม 5,000 เมกะวัตต์ ในปี 2566 เป็นปี 2569

9.แล้งสุดขั้ว ท่วมสุดขีด

ไม่มีใครคิดว่าครึ่งปีถัดมาประเทศไทยจะเกิดมหาอุทกภัย สร้างความเสียหายใหญ่หลวง เพราะประมาณเดือน มี.ค. เริ่มต้นฤดูแล้ง ปี 2554 ขณะนั้นพบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อย ซึ่งในปีนี้มีเกษตรกรทำนาปรังรอบแรกตั้งแต่เดือน พ.ย. 2553ก.พ. 2554 มากกว่า 10 ล้านไร่ ขณะนั้นกรมชลประทานและกระทรวงเกษตรฯ ได้ขอให้ชาวนาทำนาปีเพียงครั้งเดียว ครึ่งปีถัดมาประเทศไทยถูกถล่มต่อเนื่องด้วยพายุถึง 5 ลูก ตั้งแต่พายุไหหม่า นกเตน เนสาด หมุ่ยฟ้า ไถ่หาง ฝนตกหนักในภาคเหนือ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เพิ่มขึ้นในปริมาณสูงผิดปกติ เขื่อนภูมิพลน้ำเต็ม 100% ของความจุอ่าง เมื่อต้นเดือน ต.ค. จนต้องปล่อยน้ำออก หลังจากนั้นก็เกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างเข้าไปอีก และที่สุดน้ำทั้งหมดถล่มกรุงเทพฯ ชนิดที่เรียกว่าเกือบจะราบเป็นหน้ากลอง

10.น้ำพัดเศรษฐกิจพัง

เศรษฐกิจไทยในปี 2554 ในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มสดใส เนื่องจากการส่งออกขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ ดันให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มสดใส ทุกสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจคาดว่าเศรษฐกิจจะโตไม่ต่ำกว่า 45% แต่ในครึ่งปีหลังมหาอุทกภัยทำให้การค้าการลงทุนหดหายไปหมด แม้จะมีออร์เดอร์ส่งออก แต่นิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาถูกน้ำท่วม ทำให้ต้องปรับลดอัตราเติบโตเศรษฐกิจเหลือเพียง 23% และมีคนตกงานมากกว่า 1 แสนคน  

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ