posttoday
7 ปีสึนามิถึงมหาอุทกภัยบทเรียนที่ควรจดจำ

7 ปีสึนามิถึงมหาอุทกภัยบทเรียนที่ควรจดจำ

26 ธันวาคม 2554

หลังสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ (ประกอบกับเป็นช่วงปลายปี) หน่วยงานทางเศรษฐกิจต่างๆ

หลังสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ (ประกอบกับเป็นช่วงปลายปี) หน่วยงานทางเศรษฐกิจต่างๆ

โดย..ไมตรี จงไกรจักร์ 

(ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ) ต่างได้ออกมาประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปตามคาดครับ ทุกหน่วยงานต่างเห็นพ้องต้องกันว่า เศรษฐกิจของไทยในปีนี้ (โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้) จะต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพโดยปกติที่เข้าใจกันก็คือ เศรษฐกิจถดถอยมักเป็นภาวการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ของคนทั่วไป (โดยเฉพาะกับภาคธุรกิจ) เพราะมันหมายถึงยอดการสั่งซื้อ ยอดขาย หรือกำไรที่ลดลง รวมไปถึงรายได้หรือเงินเดือนที่คนทำงานจะได้รับ ก็อาจถูกปรับลดลงตามมาด้วย (หรืออาจส่งผลต่อการถูกเลิกจ้าง)

ตัวชี้วัดมาตรฐานที่ใช้วัดการขยายตัว/การหดตัวทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปก็คือ การคำนวณ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเบื้องต้น” (Gross Domestic Product) หรือ GDP ของประเทศนั้นๆ โดย GDP ในที่นี้ก็คือ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีการกระทำผ่านระบบตลาดอันส่งผลต่อการ สร้างรายได้ให้กับคนในประเทศ ซึ่งนักเศรษฐ ศาสตร์มักใช้ GDP เป็นตัวแปรสำคัญในการอธิบายถึงความกินดีอยู่ดี (WellBeing) หรือ สวัสดิการ (Welfare) ของคนในประเทศ เพราะเราเชื่อว่าถ้าคนในประเทศมีรายได้สูง (จากเศรษฐกิจที่ขยายตัว) ก็ย่อมแสดงว่าคนในประเทศนั้น (โดยเฉลี่ย) น่าจะมีความกินดีอยู่ดีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งต่อมาสู่การสร้าง “ความสุข” ให้กับคนในประเทศนั้นๆ

7 ปีสึนามิถึงมหาอุทกภัยบทเรียนที่ควรจดจำ

 

อย่างไรก็ดี จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของการใช้ GDP เป็นเครื่องวัดระดับความกินดีอยู่ดีหรือระดับของความสุขก็คือ GDP จะสามารถวัดหรือคำนวณได้เฉพาะกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากระบบตลาดและสามารถประเมินมูลค่าตลาด (Market Value) ได้เท่านั้น ซึ่งมูลค่าทางตลาดในที่นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจกรรมนั้นจะต้องมี “ผู้ซื้อและผู้ขาย” หรือมีการ “ว่าจ้าง” โดยใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ในขณะที่กิจกรรมที่ไม่ได้ผ่านระบบตลาดจะไม่ได้ถูกนำมานับใน GDP

ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารแห่งหนึ่งให้บริการในการทำอาหารและขายอาหารให้กับลูกค้าที่เข้ามาในร้าน แน่นอนว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผ่านระบบตลาด เพราะมีทั้งผู้ขาย (ร้านอาหาร) และผู้ซื้อ (ลูกค้า) โดยมีราคาอาหารเป็นมูลค่าทางการตลาดที่เกิดขึ้นกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจนี้ ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่จะถูกนับเข้ารวมอยู่ใน GDP ในขณะที่การทำอาหารกินกันเองภายในครัวเรือนของเจ้าของร้านอาหาร หรือการที่เจ้าของร้านอาหารได้ทำอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัยน้ำท่วม (โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย) ต่างก็เป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ผ่านระบบตลาดและไม่ได้มีมูลค่าทางตลาด (เพราะเป็นการให้เปล่า) ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะไม่ได้ถูกนำเข้ามารวมอยู่ใน GDP

ในช่วงวิกฤตน้ำท่วม ด้วยความดีของคนไทย เราได้เกิดผู้มีจิตอาสาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารเลี้ยงฟรี การเปิดที่พักให้พักฟรี การรักษาพยาบาลฟรี การตัดผมฟรี การสอนหนังสือฟรี รวมไปถึงการแจกจ่ายถุงยังชีพฟรีจากภาครัฐและเอกชนแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม แน่นอนว่ากิจกรรมจิตอาสาเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำเข้ามานับใน GDP ของประเทศ แต่เป็นกิจกรรมที่สร้างความกินดีอยู่ดี ความอิ่มเอิบใจ พลังใจ และความสุข (ในช่วงภาวะวิกฤต) แก่ทั้งผู้ประสบภัยและกับผู้กระทำจิตอาสานี้อยู่ไม่มากก็น้อย

ดังนั้น ถ้านำ “มูลค่าของจิตอาสา” เหล่านี้เข้ามารวมอยู่ใน GDP ที่ประกาศออกมา ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ถูกประกาศออกมานี้ก็อาจจะไม่ได้สะท้อนมูลค่าทางลบมากอย่างที่คิด เพราะต้องยอมรับว่าในปีนี้ (ภายใต้ภาวะวิกฤต) คนไทยได้สร้างมูลค่าทางจิตอาสาที่สูงมาก

ถึงแม้ว่า “มูลค่าของจิตอาสา” จะไม่ถูกนำเข้ามาคิดอยู่ใน GDP (และคงจะเป็นการยากในทางปฏิบัติ) ก็ตาม แต่มูลค่าของจิตอาสานี้ก็สามารถนำมาเป็นตัวแปรที่สำคัญอย่างหนึ่งในการวัดระดับของการ “พัฒนาคุณภาพมนุษย์” (Human Development) ของคนในประเทศนั้นๆ เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอาจเกิดขึ้นมาพร้อมกับการแก่งแย่งชิงดี การเห็นแก่ตัว และการเบียดเบียนผู้อื่น ในขณะที่ความเมตตา ความเอื้ออาทร และการเห็นแก่ผู้อื่น เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สังคมไทยสามารถผ่านวิกฤตและเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ในท้ายที่สุดนี้ กระผมในฐานะหนึ่งในทีมคอลัมนิสต์ประจำบทความทันเศรษฐกิจ ที่มาจากคณาจารย์ของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนไตรช่วยดลบันดาลให้ท่านผู้อ่านทุกท่านประสบแต่ความสุขและความเจริญ ในปี 2555 ที่จะถึงนี้ครับ สวัสดีปีใหม่ และพบกันใหม่ปีหน้าครับ  

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท