posttoday
แก้รธน.ระเบิดเวลา ยิ่งลักษณ์

แก้รธน.ระเบิดเวลา ยิ่งลักษณ์

26 ธันวาคม 2554

เส้นทางสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญขยับใกล้ความจริงขึ้นตามลำดับ

เส้นทางสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญขยับใกล้ความจริงขึ้นตามลำดับ

โดย...ทีมข่าวการเมือง

เส้นทางสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญขยับใกล้ความจริงขึ้นตามลำดับ หลังจากการหยั่งกระแสด้วยแนวคิดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาเป็นคนกลางดำเนินการแก้ไข ลดแรงเสียดทานที่จะส่งตรงถึงฝ่ายการเมือง ได้รับการตอบรับอย่างดีจากหลายฝ่าย

ล่าสุด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศลอยตัวโยนให้เป็นกระบวนการรัฐสภา พร้อมออกมาโดดรับลูก ส.ส.ร. 3 สรรหาตัวแทนจากทุกจังหวัดและนักวิชาการรวม 99 คน รับหน้าเสื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะจะได้เป็นเสียงที่มาจากตัวแทนประชาชน

ตบท้ายด้วยการใช้ “ประชามติ” ช่วยกรุยทาง โดย “ยิ่งลักษณ์” ระบุชัดว่าจะต้องมาหารือกันก่อนว่าจะแก้ไขประเด็นใด เพื่อวัตถุประสงค์ใด เพราะถ้าไปตั้งต้นที่การทำประชามติเลย ก็เท่ากับว่ายังไม่มีจุดมุ่งหมาย ก็จะยังไม่ได้คำตอบเท่าที่ควร ดังนั้นควรจะต้องมีเวทีมาหารือกันก่อนว่าประเด็นต่างๆ เป็นอย่างไร วัตถุประสงค์เป็นอย่างไร

แก้รธน.ระเบิดเวลา ยิ่งลักษณ์

แน่นอนว่า ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งเคยได้รับฉันทามติจากการลงประชามติมาแล้ว การจะแก้ไขเรื่องสำคัญท่ามกลางความขัดแย้งเช่นนี้ ย่อมต้องอาศัยเสียงจากประชาชนเป็นใบเบิกทาง ซึ่งจะสร้างความชอบธรรมและลดแรงเสียดทานในจังหวะที่พรรคเพื่อไทยดูจะมั่นอกมั่นใจในเสียงที่ได้รับการสนับสนุนเมื่อเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

สัญญาณเวลานี้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงความพร้อมเตรียมเดินหน้าเต็มสูบ ทั้งพรรคเพื่อไทยที่เรียกประชุมวิปรัฐบาล ก่อนมีความเห็นร่วมกันเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายในสมัยประชุมนิติบัญญัติ (วันที่ 21 ธ.ค. 2554วันที่ 18 เม.ย. 2555) เริ่มจากการแก้ไขมาตรา 291 เปิดช่องให้ดำเนินการตั้ง ส.ส.ร.

ถัดมา “สดศรี สัตยธรรม” กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคาะราคาเสร็จสรรพใช้งบ 2,500 ล้านบาท ทำประชามติ โดยเวลานี้อยู่ระหว่างร่างระเบียบว่าด้วยการออกเสียงประชามติปี 2552 และร่างระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยขั้นตอนจากนี้อยู่ที่นายกฯ ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนเสนอเรื่องไปยังประธานรัฐสภา เพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา

หัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเวลานี้จึงอยู่ที่ ส.ส.ร.!!!

“จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ประเมินสถานการณ์ว่า การดำเนินการเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญย่อมมีแรงต้านเยอะ หากมี ส.ส.ร.ที่เป็นตัวแทนของประชาชนเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะช่วยลดเงื่อนไขความรุนแรง ลดแรงต่อต้านได้

“แก้ไขก็รุนแรง ไม่แก้ไขก็รุนแรง หากเลยไปถึงขั้นถูกยึดอำนาจก็ยิ่งทำให้เกิดความรุนแรงมากกว่า ดังนั้นการมี ส.ส.ร.ตัวแทนของประชาชนเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญ จะช่วยลดเงื่อนไขความรุนแรง ลดแรงต่อต้านได้”

เวลานี้ทุกฝ่ายจึงต้องจับจ้องไปที่รายละเอียดที่มาที่ไปของ ส.ส.ร.ชุดนี้ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีตัวแทนจากฝ่ายการเมือง หรือกลุ่มก้อนใดอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะนั่นย่อมส่งผลต่อการชี้ทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาแบบใด

“ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาดักคอว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วยกับการออกแบบ ส.ส.ร. ให้มาจากการสรรหาแบบเลือกตั้ง เพื่อจะได้ ส.ส.ร.ที่เป็นนักเลือกตั้งในระบบเขต เพราะพรรคเพื่อไทยคุมอำนาจในระบบนี้อยู่

“กลุ่มพันธมิตรฯ เห็นด้วยกับโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในมือของรัฐสภาและผ่านการทำประชามติเพื่อการปฏิรูปประเทศ โดยสัดส่วนของ ส.ส.ร. ควรมาจากสาขาวิชาชีพ เช่น เกษตรกร สื่อมวลชน พ่อค้า อีกส่วนอาจมาจากระบบสังคมที่แยกกลุ่มแยกส่วนอยู่ เช่น กลุ่มคนพิการ เป็นต้น และในส่วนสุดท้ายอาจเป็นภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวอย่างกลุ่มพันธมิตรฯ ที่หากไม่มีโอกาสเข้าไปร่วมขับเคลื่อนในสภา ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งอยู่เรื่อยไป”

ที่ผ่านมา เป้าใหญ่ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกจับจ้องไปที่มาตรา 309 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าจะเป็นการปลดล็อกช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปจนถึงคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งคดียุบพรรคเพื่อไทย พลังประชาชน ฯลฯ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนักจนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่คืบหน้า

อีกด้านหนึ่งของการเคลื่อนไหวพยายามหยิบยกเรื่องที่มาที่ไปของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่มาจากรัฐประหาร เป็นประเด็นเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่เกี่ยวข้อง ทั้งลดบทบาทตุลาการภิวัฒน์ องค์การอิสระ ฯลฯ ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นประเด็นที่แก้ไขจุดอ่อนมาจาก รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

แน่นอนว่า ขณะนี้ยังเป็นแค่ยกแรกของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระแสต้านจึงยังไม่ชัดเจนมากมาย แต่พลันที่รายละเอียดประเด็นเนื้อหาแก้ไขรายมาตรา หรือที่มาที่ไปของ ส.ส.ร. ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งอยู่ระหว่างการเรียกร้องให้รัฐบาลรีบเปิดเผยรายละเอียดให้ชัดเจนว่าจะแก้ไขในมาตราใดบ้าง ซึ่งวันนั้นอาจจะได้เห็นแรงต้านที่ชัดเจนขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ออกมาสับขาหลอก ดึงเกมแก้รัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลว่า โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่ายังไม่ควรที่จะแก้รัฐธรรมนูญในช่วงเวลานี้ เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานมาได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น จึงอยากให้รัฐบาลทำงานไป 910 เดือนก่อน สร้างผลงานแล้วค่อยมาคิดแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่สาย แต่หาก สส.เห็นว่าควรจะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญในช่วงเวลานี้ ตนก็ไม่ขัดข้อง แต่จะต้องให้มีการตกผลึกกันภายในพรรคก่อน แล้วค่อยฟังนายกฯ อีกครั้ง

การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญนับจากนี้ คงจะได้เห็นความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการตั้ง “ส.ส.ร. 3” ซึ่งเป็นด่านแรกที่จะหยั่งกระแสต่อต้านคัดค้านว่าจะรุนแรงบานปลายแค่ไหน  

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก