posttoday
'เพื่อไทย'เอาจริงแก้รธน. ส่งสัญญาณถอยไม่แตะม.112

'เพื่อไทย'เอาจริงแก้รธน. ส่งสัญญาณถอยไม่แตะม.112

25 ธันวาคม 2554

การเมืองรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาในช่วงก่อนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ นับว่าทวีความเข้มข้นมากขึ้น

การเมืองรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาในช่วงก่อนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ นับว่าทวีความเข้มข้นมากขึ้น

โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยได้ปรากฏความเคลื่อนไหวเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้การเมืองในสัปดาห์ซึ่งเป็น 7 วันสุดท้ายก่อนเข้าสู่ปี 2555 น่าจับตามองแบบห้ามกะพริบตาเด็ดขาด

ประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุด ต้องยกให้ท่าทีของพรรคเพื่อไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เริ่มปรากฏความชัดเจนมาเป็นลำดับแล้ว ว่างานนี้พรรคเพื่อไทยเอาจริงไม่ถอยแน่นอน ภายหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) มีความเห็นร่วมกันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ภายในสมัยประชุมนิติบัญญัติ (วันที่ 21 ธ.ค. 2554-วันที่ 18 เม.ย. 2555) ซึ่งจะเริ่มจากการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อเปิดช่องให้ดำเนินการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เข้ามาเป็นหน่วยงานกลางแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ส่วนการกำหนดคุณสมบัติของบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่ง ส.ส.ร.ได้รับการเปิดเผยจาก พีรพันธุ์ พาลุสุข สส.ยโสธร ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยว่าเท่าที่คุยกันมี 99 คน โดย 77 คน มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน และที่เหลือจะมาจากการสรรหา พร้อมกันนี้ได้คุยกับเพื่อน สส.พรรคประชาธิปัตย์ว่า ภาคเหนือและอีสานเป็นโควตาของพรรคเพื่อไทย ภาคใต้เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนภาคกลางค่อยมาแบ่งกันอีกที

'เพื่อไทย'เอาจริงแก้รธน. ส่งสัญญาณถอยไม่แตะม.112

ท่าทีของฝ่ายอื่นๆ ยังไม่ได้ปรากฏถึงการคัดค้านอย่างชัดเจน แต่เรียกร้องให้รัฐบาลหากจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยการทำประชามติก่อนลงมือแก้รัฐธรรมนูญ เช่น อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน

“สนับสนุนให้ทำประชามติ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผ่านการทำประชามติ ดังนั้น ถ้าจะแก้ไขก็ควรผ่านความเห็นชอบของประชาชนเช่นกัน และหากยังวนเวียนอยู่กับเรื่องมาตรา 309 หรือนิรโทษกรรม จะเป็นตัวสร้างปัญหา ไม่ได้แก้ปัญหาระบบการเมือง” อภิสิทธิ์ กล่าว

มากันที่ความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณกันบ้าง เมื่ออดีตนายกฯ ผู้ทรงอิทธิพลคนนี้ออกมาเปิดเผยว่า ได้เป็นผู้ไปพบกับประธานาธิบดี เต็งเส่ง และ พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย อดีตประธานาธิบดีพม่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้พบกับ อองซานซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติอย่างราบรื่น

ขณะที่ยิ่งลักษณ์ออกมาปฏิเสธทันทีว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดทางให้กับอองซาน ซูจี หลังจากเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมรัฐบาลถึงให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน

“จริงๆ เป็นเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปของท่าน และเราไม่ได้พูดคุยกันในเรื่องนี้ ทุกอย่างที่ดิฉันดำเนินการไปผ่านภายใต้ของรัฐบาลเอง” นายกฯ ยืนยัน

ยังอยู่กับประเด็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นเรื่องของการออกหนังสือเดินทางของกระทรวงการต่างประเทศ โดยการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา องอาจ คล้ามไพบูลย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งกระทู้ถามสดเพื่อให้ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงเรื่องดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่

รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงว่า ได้ใช้ดุลพินิจในฐานะ รมว.ต่างประเทศ ยกเลิกคำสั่ง ยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นไปตามการดำเนินการของรัฐบาลชุดที่แล้วตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย. 2552 ซึ่งอาศัยระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทางข้อ 23 (7) ที่เจ้าหน้าที่สามารถยกเลิกหรือเรียกคืนบุคคลใดที่เห็นว่า อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทยและต่างประเทศได้

“กรณี พ.ต.ท.ทักษิณไม่เข้าข่ายการจะปฏิเสธการออกหนังสือเดินทางตามระเบียบข้อ 21 (2) เพราะจากที่ได้สอบถามไปยังศาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับการชี้แจงว่าแม้จะมีคดี แต่ไม่ได้แจ้งให้ยกเลิกการออกหนังสือเดินทาง” สุรพงษ์ กล่าว

สำหรับความขัดแย้งทางความคิดระหว่างการสนับสนุนและคัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีความเห็นจาก สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งคัดค้านการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ เพราะยังไม่เห็นถึงความจำเป็น และกฎหมายไม่เคยเอาผิดกับใครถ้าบุคคลนั้นไม่ได้กระทำความผิด

“ถ้าไม่ทำผิดก็อยู่ในกระดาษเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอะไรต่างๆ ต้องแก้ด้วยหรือ หากไม่ไปฆ่าใคร ก็คงไม่มีใครมาจับไปขังคุก” นายสุเมธ กล่าว

เช่นเดียวกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับความพยายามแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เนื่องจากประเทศไทยเจริญมาจากประเทศด้อยพัฒนาเป็นประเทศพัฒนาไม่แพ้ใครในอาเซียนเพราะสถาบันกษัตริย์

เปลี่ยนจากเรื่องการเมืองมาเป็นสถานการณ์อื่นๆ บ้าง หลังจากเกิดเป็นกระแสในโลกไซเบอร์เป็นอย่างมากถึงภาพบุคคลยืนด้านหลัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มีหน้าตาคล้ายคลึงกับ จิรวัฒน์ จันทร์เพ็ง ผู้ต้องหาลอบวางระเบิด 3 จุด กรุงเทพมหานคร (กทม.) จากกระแสที่เกิดขึ้นทำให้ ร.ต.อ.เฉลิมต้องนำตัว เอกชนะ เผ่าพันธุ์ หรือหริ่ง ชายในรูปดังกล่าวมาให้สื่อมวลชนได้ดูตัวว่าเป็นคนละคนกับจิรวัฒน์

“นายเอกชนะอยู่กับผมมา 10 กว่าปี และดูแลผมเวลาไปต่างจังหวัด ถ้าอยู่ กทม.จะไปดูแลลูกชาย คอยช่วยขับรถและดูแลความเรียบร้อยของรถ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ด้าน ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เดินทางมายื่นเรื่องต่อศาลปกครองกลางเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ 11 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กระทรวงมหาดไทย เนื่องจากบริหารจัดการน้ำผิดพลาดและล่าช้า ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จำแนกความเสียหายที่เกิดกับบ้านเรือนสูงสุด 3 ล้านบาท และค่าเสียหายของบริษัทเอกชนสูงสุด 98 ล้านบาท

ปิดท้ายด้วยความคืบหน้าการตรวจสอบทรัพย์สินของ สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม โดย กล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า จากการตรวจของคณะอนุกรรมการพบว่า สายรัดธนบัตรจากเงินของกลางที่ได้จากคนร้ายซึ่งขโมยจากบ้านสุพจน์ จำนวน 89 แถบ จาก 9 ธนาคาร รวมจำนวน 8 ล้านบาท พบว่ามีสายรัดธนาคาร 5 แห่ง มีข้อมูลเชื่อมโยงกับบริษัทที่ชนะการประมูลได้เข้าเป็นคู่สัญญาในกระทรวงคมนาคม อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ได้กำหนดให้สุพจน์เข้าชี้แจงแสดงทรัพย์สินภายในวันที่ 11 ม.ค. 2555

 

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน