posttoday
นโยบายดอกเบี้ยต่ำสิ้นมนต์ขลัง

นโยบายดอกเบี้ยต่ำสิ้นมนต์ขลัง

19 ธันวาคม 2554

ถึงตอนนี้การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

ถึงตอนนี้การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ถึงตอนนี้การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูจะไร้ประสิทธิภาพ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถึงขณะนี้กว่า 20 วันไปแล้วที่มีการลดดอกเบี้ยลงมา แต่สถาบันการเงินยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆที่จะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการและผู้กู้ลดลง

การตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 3.25% ของ กนง. ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ปีนี้ที่ผ่านมา เพื่อหวังจะใช้กลไกของนโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยเป็นตัวกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในตลาดของสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ให้ลดต่ำลงตาม

เป้าหมายก็เพื่อจะได้ช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ และประชาชน ที่ประสบภัยจากน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา สามารถกู้ยืมเงินมาใช้ในการฟื้นฟูกิจการหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัยได้ ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ถือเป็นการใช้นโยบายการเงินช่วยฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจชะลอหลังน้ำลดได้อีกทางหนึ่ง

นโยบายดอกเบี้ยต่ำสิ้นมนต์ขลัง

แต่การดำเนินการของ กนง. และ ธปท. ดูเหมือนจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่คาดหมาย เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากในตลาดของธนาคารพาณิชย์ไม่มีวี่แววจะลดลงตามที่ กนง. และ ธปท. คาดหวังเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เวลา กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในอีกไม่กี่วันตามมาธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะขยับดอกเบี้ยลงตามแทบจะทันที

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวชี้แจงถึงเหตุผลที่ทางธนาคารพาณิชย์ยังไม่ปรับลดลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายว่า ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งอาจจะใช้เวลาอีกสักระยะในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่เท่าที่รับทราบก็มีบางธนาคาร เช่น ธนาคารทหารไทยมีการปรับลดลงไปบ้างแล้ว หรือธนาคารกรุงเทพก็เห็นว่ายังขอเวลาอีกนิดเพื่อพิจารณา และ ธปท. มองว่าอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบัน ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2555แต่อย่างใด

และ ธปท.ยังไม่ถือว่าดอกเบี้ยขณะนี้เป็นต้นทุนการเงินที่สูงเกินไป จนเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ อีกอย่างการที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจให้ดอกเบี้ยในอัตราที่สูงในการระดมเงินฝาก ก็ทำให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยลงลำบากขึ้นด้วย เพราะถ้าลดดอกเบี้ยเงินกู้ก็ต้องลดดอกเบี้ยเงินฝากด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการไปไล่ลูกค้าเงินฝากด้วยการให้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งขัดทิศทางของตลาดที่ทุกแห่งต้องสะสมเงินฝากไว้เตรียมปล่อยกู้ในปีหน้าที่คาดว่าความต้องการใช้สินเชื่อเพื่อนำมาฟื้นฟูซ่อมแซมหลังน้ำท่วมจะสูงขึ้น

“ที่สำคัญการปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ยังไม่ใช่การส่งสัญญาณว่าเป็นทิศทางดอกเบี้ยขาลง เพราะความจริงเงินเฟ้อของเรายังอยู่ในระดับสูงพอสมควร เพียงแต่ไม่ได้เร่งตัวขึ้น เลยเปิดโอกาสให้ กนง.มีโอกาสได้ผ่อนคลายดอกเบี้ยบ้าง บวกกับมีปัญหาน้ำท่วมก็เลยส่งสัญญาณดอกเบี้ยดูแลบ้าง แต่ยังไม่ใช่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง” ประสาร กล่าว

ขณะที่ พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระ และอดีต กนง. กล่าวให้ความเห็นว่า การที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ไม่สามารถชี้นำตลาดหรือไม่สามารถกำหนดทิศทางดอกเบี้ยได้ตามวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำลด จะถือว่าไม่ประสบความสำเร็จหรือบรรลุวัตถุประสงค์ก็ได้ เพราะไม่เป็นไปตามคาดการณ์ ที่ดอกเบี้ยในตลาดควรจะปรับลดลงบ้างแม้จะไม่ลดต่ำลงทั้งหมดก็ตาม ซึ่งตามหลักการอัตราดอกเบี้ยนโยบายควรชี้นำและกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในตลาดเช่นครั้งที่ผ่านๆ มา ที่ดอกเบี้ยในตลาดมักไปในทิศทางเดียวกับดอกเบี้ยนโยบาย

พรายพล กล่าวต่อว่า คาดว่าสาเหตุที่ดอกเบี้ยในตลาดไม่ลดลงตามดอกเบี้ยนโยบายนั้น น่าจะมีสาเหตุมาจาก 1.ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังต้องการเตรียมสภาพคล่องเงินฝากไว้ให้คนกู้ในปีหน้าที่คาดว่าความต้องการกู้จะสูง จึงต้องการเตรียมกระสุนไว้ก่อน จึงไม่อยากลดดอกเบี้ยลงตาม กนง. เพราะกลัวสภาพคล่องตึงตัวหรือมีไม่เพียงพอ และ 2.อาจจะเป็นเพราะ กนง.ลดดอกเบี้ยน้อยไป ไม่ได้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะลดลงแรงกว่านี้ เพราะลดลง 0.25% ถือว่าลดลงในระดับปกติ ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนหรือไม่ ในการจะให้ดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำลดส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์เองรู้สึกว่าสัญญาณไม่ชัดจึงไม่ปรับลดลงตาม เพราะการลดดอกเบี้ยในการทำนโยบายก็เสมือนการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าในระบบ แต่ในความเป็นจริงเหมือนนโยบายการเงินก็ต้องอาศัยกลไกอื่นๆ ในการปฏิบัติให้เกิดผลด้วย ครั้งนี้จึงไม่ชัดเจนนัก

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการเงินรอบนี้ถือว่าการชี้นำอัตราดอกเบี้ยในตลาดของ กนง.รอบนี้จะเรียกว่าสิ้นมนต์ขลังก็คงไม่ผิดนัก เพราะไม่สามารถทำให้ธนาคารพาณิชย์ขยับดอกเบี้ยลง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการบรรเทาความเสียหายจากวิกฤตน้ำท่วมได้เลย

ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ กนง. และ ธปท. คงต้องปรับยุทธวิธีในการใช้นโยบายการเงินมาเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

เพราะถ้ากลไกหลักบิดเบี้ยวและไร้ประสิทธิภาพแล้วไซร้ การหวังแต่เพียงให้ธนาคารกลางส่งสัญญาณแล้วปล่อยให้กลไกตลาดทำงานนั้น ก็จะไร้ผลโดยสิ้นเชิง  

 

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง