posttoday
ทิศทางการทดสอบทางการศึกษาจะไปทางไหน?

ทิศทางการทดสอบทางการศึกษาจะไปทางไหน?

25 กุมภาพันธ์ 2553

...สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์

ทันทีที่การสอบวัดผลทางการศึกษาระดับชาติหรือโอเน็ตสิ้นสุดลง เสียงอื้ออึงก็ดังขึ้นในโลกไซเบอร์ถึงข้อสอบชุดดังกล่าว ทั้งในส่วนของกระดาษคำตอบ และในส่วนของข้อสอบ

ขอสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับเยาวชน เพื่อเป็นกระจกเงาสะท้อนว่าในปัจจุบันสิ่งที่นักเรียนจะต้องเผชิญการสอบโอเน็ต ภายใต้การดูแลของสำนักงานทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) นั้นเป็นอย่างไรบ้างและเหมาะสมหรือไม่

ปัญหาเรื่องนี้ แบ่งออกได้สองส่วน ส่วนแรกคือกระดาษคำตอบ สองคือ ข้อสอบ ปัญหากระดาษคำตอบ ประมาณ 12 เดือนก่อนสอบ (ประมาณกลางเดือน ม.ค.) ทาง สทศ. ได้นำตัวอย่างกระดาษคำตอบโอเน็ตขึ้นแสดง ลักษณะเด่นของกระดาษคำตอบนี้คือเปลี่ยนไปจากเดิม ที่เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก โดยมีหลายรูปแบบตามแต่ละวิชาที่สอบ ที่สำคัญกระดาษคำตอบนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะชั้น ม.6 เท่านั้น ยังรวมถึงชั้น ม.3 และชั้น ป.6 ด้วย

โดยทาง สทศ.ให้เหตุผลในเรื่องนี้ว่า เนื่องจากผลการวิเคราะห์ข้อสอบโอเน็ตที่ผ่านมายังมีสัดส่วนของนักเรียนที่ใช้การเดาข้อสอบอยู่จำนวนหนึ่ง ลักษณะของกระดาษคำตอบแบบใหม่ที่บังคับให้ใช้ (ขอเน้นว่าบังคับให้ใช้) จะช่วยลดการเดาข้อสอบลงได้

ลองมาดูรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร ข้อสอบวิชาภาษาไทย ม.6 ยังคงรูปแบบเดิม ปรนัย 4 ตัวเลือก 100 ข้อ 100 คะแนน ข้อสอบวิชาสังคมศึกษา ม.6 (คะแนนรวม 100 คะแนน) มีสองส่วน ส่วนแรกเป็นปรนัย 4 ตัวเลือก 50 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน ส่วนที่สอง เป็นปรนัย 4 ตัวเลือก มีคำตอบที่ถูกมากกว่า 1 ข้อ ต้องตอบคำตอบที่ถูกทั้งหมดในแต่ละข้อ จึงจะได้ 1 คะแนน อีกจำนวน 50 ข้อ

ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ (คะแนนรวม 70 คะแนน) มีสามส่วน ส่วนแรก 20 ข้อ แบ่งเป็นข้อย่อย A และ B ในแต่ละข้อ ข้อย่อยแต่ละข้อเป็นปรนัย 4 ตัวเลือก ต้องตอบข้อย่อยถูกทั้งสองข้อจึงจะได้คะแนน 1 คะแนนในข้อนั้น ส่วนที่สอง มีกลุ่มประโยค 4 กลุ่ม และแต่ละกลุ่มมี 4 คำตอบให้เลือก กลุ่มที่ผิด และคำตอบที่แก้ไขถูกต้อง ในกลุ่มนั้น จำนวน 10 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน

ส่วนที่สาม เป็นปรนัย 4 ตัวเลือก 40 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน ข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ (คะแนนรวม 40 คะแนน) มีสองส่วน ส่วนแรก 36 ข้อ เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก ข้อละ 1 คะแนน ส่วนที่สอง 4 ข้อ เป็นฝนคำตอบลงในตารางที่กำหนดให้ (ปรนัยแบบเติมคำตอบ) ข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ (คะแนนรวม 80 คะแนน) มีสองส่วน ส่วนแรก 68 ข้อ เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก ข้อละ 1 คะแนน ส่วนที่สอง 6 ข้อ มีข้อย่อยข้อละ 3 ข้อ เป็นปรนัยแบบ 4 ตัวเลือก ต้องตอบถูกทั้งสามข้อย่อย จึงจะได้คะแนนจากข้อนั้น 2 คะแนน

ข้อสอบวิชาสุขศึกษา (คะแนนรวม 50 คะแนน) เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก ข้อละ 1 คะแนน 50 ข้อ ข้อสอบวิชาศิลปะ (คะแนนรวม 100 คะแนน) มีสองส่วน ส่วนแรกเป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก ข้อละ 2 คะแนน จำนวน 33 ข้อ ส่วนที่สอง เป็นระบายคำตอบที่สัมพันธ์กัน 7 ข้อ ข้อละ 4 คะแนน และอีก 1 ข้อ ข้อละ 10 คะแนน (แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องถูกทั้งหมดจึงจะได้คะแนนหรือไม่) หมายเหตุ กระดาษคำตอบบอก 100 คะแนน แต่คะแนนรวมจริง 104 คะแนน ข้อสอบวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ มีสองส่วน ส่วนแรกเป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก ข้อละ 1 คะแนน จำนวน 26 ข้อ ส่วนที่สองเป็นข้อสอบคำตอบที่สัมพันธ์กัน 4 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน

ปัญหาใหญ่สำหรับกระดาษคำตอบชุดนี้คือ ข้อสอบโอเน็ตเป็นข้อสอบวัดความรู้ตามที่เรียนมาไม่ใช่ข้อสอบคัดเลือก จึงควรจะจำแนกผู้เข้าสอบออกเป็นส่วนๆ คือนักเรียนที่มีความรู้ความสามารถสูง ปานกลาง และต่ำ แต่ลักษณะของข้อสอบที่มีข้อสอบถูกหลายตัวเลือกก็ดี ข้อสอบที่ต้องตอบถูกทั้งกลุ่มสองหรือสามข้อย่อยก็ดี ไม่สามารถจำแนกเด็กที่มีความรู้บางส่วนได้ โดยผลักไปให้ได้คะแนนศูนย์เลย

ลักษณะนี้น่าจะขัดต่อวัตถุประสงค์การสอบโอเน็ตที่เป็นการวัดความรู้ ในกรณีนี้ในบางข้อนักเรียนที่ได้คะแนนศูนย์ในข้อนั้นๆ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รู้ แต่เขารู้เพียงบางส่วน การมีข้อสอบแบบนี้จำนวนมาก จึงไม่ได้เป็นการวัดการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนแต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็ไม่รับผิดชอบต่อนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ควรจะได้คะแนนจากการสอบ แต่ก็ไม่ได้เพราะเขาตอบถูกแค่บางส่วน

แม้ว่าในชั่วขณะหนึ่งอาจจะทำให้นักเรียนลังเลที่จะเดาคำตอบ แต่ในผลสุดท้ายเมื่อเขาไม่สามารถทำความเข้าใจกับวิธีการตอบคำถามได้ก็จะเดาข้อสอบอยู่ดี

ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ รูปแบบกระดาษคำตอบแบบนี้ประกาศออกมาก่อนสอบเป็นเวลาสั้นมาก หลายโรงเรียนไม่ทราบมาก่อนว่ากระดาษคำตอบมีรูปแบบอย่างไร โดยเฉพาะในแต่ละวิชามีรูปแบบการตอบต่างๆ กัน นักเรียนจะต้องเรียนรู้การตอบคำถามแต่ละแบบในห้องสอบ ซึ่งอาจเกิดการสับสน โดยเฉพาะกระดาษคำตอบนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะ ม.6 แต่ยังรวมถึง ม.3 และ ป.6 ด้วย คำถามที่เกิดขึ้นคือนักเรียน ป.6 หรือ ม.3 นั้นพร้อมตอบคำถามแบบนี้หรือยังหรือแม้แต่นักเรียน ม.6 เอง ก็ไม่เคยใช้กระดาษคำตอบแบบนี้มาก่อนในโรงเรียน

หาก สทศ. ทำความเข้าใจกับทางโรงเรียนและให้โรงเรียนได้ใช้ลักษณะกระดาษคำตอบแบบนี้เป็นระยะเวลาหนึ่ง (อาจจะ 1 ปี) ก่อนจะใช้จริงน่าจะดีกว่า

ปัญหาข้อสามมาจากระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่ไม่อนุญาตให้สอบโอเน็ตซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ดังนั้นหากนักเรียนเข้าใจเรื่องการตอบกระดาษคำตอบผิด จะไม่มีโอกาสที่จะแก้ตัวได้เลย ซึ่งผิดกับข้อสอบ GAT ส่วนความเชื่อมโยง ซึ่งในครั้งแรกที่มีการสอบนักเรียนจำนวนมากไม่เข้าใจวิธีการตอบคำถามจึงทำให้ได้คะแนนต่ำ แต่เขาสามารถศึกษาและแก้ไขได้ในครั้งต่อๆ ไป แต่โอเน็ตเขาไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้ทั้งสิ้น และคะแนนนี้ใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคิดเป็นน้ำหนักร้อยละ 30 จากทั้งแปดกลุ่มสาระ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด (เกรดร้อยละ 20 GAT ร้อยละ 10 และ PAT ต่างๆ รวมกันร้อยละ 40)

ดังนั้น จึงมีผลอย่างมากต่อนักเรียนในเรื่องกระดาษคำตอบนี้ปัญหาใหญ่จะอยู่ที่วิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งมีลักษณะของการตอบแบบนี้มากที่สุด รองลงมาคือสังคม สำหรับภาษาไทย ซึ่งคงลักษณะคำตอบเดิมไม่น่าจะเป็นปัญหา คณิตศาสตร์เคยใช้ข้อสอบปรนัยแบบเติมคำตอบมาแล้ว ไม่น่าจะเป็นปัญหา ส่วนวิทยาศาสตร์ยังคงรักษาคะแนนส่วนใหญ่ไว้ที่เดิม ไม่น่าจะเป็นปัญหามาก ดังนั้นส่วนที่จะเป็นปัญหา ได้แก่ สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ ศิลปะและการงานพื้นฐานอาชีพ

ปัญหาของข้อสอบ โดยปกติมีอยู่บ้างในปีที่ผ่านมาประปราย เช่น ให้ค่าตัวเลขที่ผิดมาบ้าง ทำให้ไม่มีคำตอบในวิชาวิทยาศาสตร์ บางครั้งก็ถามคำถามที่เกือบจะไม่มีในหลักสูตรบ้าง หรือเป็นคำถามที่ไม่ชัดเจน แต่ในครั้งที่ผ่านมานี้ มีคำถามที่ค่อนข้างจะเป็นปัญหาและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากหลายข้อในวิชาสุขศึกษา ศิลปศึกษาและการงานพื้นฐานอาชีพ เช่น ข้อสอบสุขศึกษา...ให้บทความมาว่า “น.ส.นิดเป็นคนสวยมาก มีคนมาติดพันหลายคน เธอชอบไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนชาย จนมีเพศสัมพันธ์กัน หลังจากนั้น น.ส.นิดตั้งครรภ์ เธอไปปรึกษากับเพื่อนชาย เพื่อนชายบอกให้เธอไปทำแท้ง น.ส.นิดทำแท้งและเสียชีวิต” คำถาม ทำไม น.ส.นิดถึงมีเพื่อนชายมาชอบหลายคน?

1.น.ส.นิดสวย 2.มีชายหนุ่มมาติดพัน 3.น.ส.นิดปฏิเสธไม่เป็น 4.น.ส.นิดชอบเที่ยวกลางคืน และคำถามถัดมาถ้าท้องในวัยเรียนต้องทำยังไง 1.ลาไปคลอดลูก 2.ทำแท้ง 3.ลาออกทำงานหาเงินเลี้ยงลูก 4.แจ้งความหาคนเป็นพ่อเด็ก หรือในวิชาศิลปศึกษา ถามว่าสีแห่งความรักสีอะไร 1.ชมพู 2.แดง 3.ดำ 4.ขาว

ข้อสอบลักษณะนี้เป็นข้อสอบปลายเปิด ซึ่งบุคคลแต่ละคนอาจจะมีคำตอบต่างกัน แล้วแต่สภาพแวดล้อมของแต่ละคนและความจำเป็น หรือความคิดเห็น การนำมาใช้เป็นข้อสอบปรนัยจึงไม่ถูกต้อง ยากจะตัดสินว่าใครถูกใครผิด การออกคำถามเฉพาะประเภทกีฬาได้มีการตรวจสอบก่อนหรือไม่ว่ามีการเรียนการสอนจริงในทุกโรงเรียน

ในฐานะของสถาบันที่มีหน้าที่ในการทดสอบมาตรฐานทางการศึกษาคงจะต้องถามว่ามีคณะกรรมการกลั่นกรองข้อสอบก่อนหรือไม่ และคณะกรรมการนั้นเป็นผู้ทรงความรู้ที่ได้รับการยอมรับของสังคมหรือไม่ สทศ.อาจจะต้องชี้แจงต่อสังคมในประเด็นนี้ด้วย

สำหรับทิศทางการทดสอบทางการศึกษา เท่าที่ติดตามเป็นไปในลักษณะนึกอยากจะทำอะไรก็ทำ จะเปลี่ยนอย่างไรก็เปลี่ยน โดยไม่ฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสีย

นอกจากนี้ ความโปร่งใสและเชื่อถือได้ของคณะกรรมการออกข้อสอบ และกลั่นกรองข้อสอบยังเป็นปัญหา ในฐานะของผู้มีส่วนได้เสีย ผมยังไม่สามารถมั่นใจหรือมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพและวุฒิภาวะของผู้ที่ออกข้อสอบและกลั่นกรองข้อสอบที่ผ่านมาได้เลย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ