
อุทกภัยคร่าคนไทย 700 ศพ 9 เขต กทม.ยังไม่แห้ง
มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ถล่มประเทศไทย ทิ้งร่องรอยแห่งความเสียหาย ซากปรักหักพัง
มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ถล่มประเทศไทย ทิ้งร่องรอยแห่งความเสียหาย ซากปรักหักพัง
และความสูญเสียของชีวิตผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อการบริหารจัดการของรัฐที่ล้มเหลว และผลพวงจากเกมการเมืองที่ส่งผลให้เกิดความวิบัติเกินกว่าที่จะรับมือได้
ศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการ บริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) กรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทยตอนบน ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 10 จังหวัด ได้แก่ จ.อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร (กทม.) รวมทั้งสิ้น 82 อำเภอ 562 ตำบล 3,656 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อนกว่า 1.654 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 4.4 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต 693 คน สูญหาย 3 คน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค.จนถึงปัจจุบัน มีจังหวัดที่ประสบอุทกภัยรวมทั้งสิ้น 65 จังหวัด และอยู่ระหว่างการฟื้นฟู 55 จังหวัด
ขณะที่ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยกรุงเทพมหานคร (กทม.) สรุปสถานการณ์น้ำในภาพรวมว่า ระดับน้ำในคลองต่างๆ ดีขึ้นตามลำดับ ฝั่งธนบุรีลดลง 48 ซม. แต่ยังคงมีปัญหาน้ำท่วมขังบางส่วนในเขตทวีวัฒนา หนองแขม บางแค ส่วนฝั่งพระนครระดับน้ำลดลง 16 ซม. และยังคงมีปัญหาน้ำท่วมขังบางส่วนในพื้นที่เขตดอนเมือง สายไหม บางเขน คันนายาว คลองสามวา และมีนบุรี รวมทั้งสิ้น 9 เขต
สำหรับเส้นทางการคมนาคมที่ยังมีน้ำท่วมขัง ได้แก่ ฝั่งพระนคร ถนนพระยาสุเรนทร์ บริเวณทางเข้าวัดพระยาสุเรนทร์น้ำท่วม 10-15 ซม. ถนนพหลโยธิน จากซอยแอนเน็กซ์ถึงอนุสรณ์สถานมีน้ำแห้งเป็นช่วงๆ ถนนพหลโยธิน จากคลองสองถึงอนุสรณ์สถานน้ำแห้งเป็นปกติ คงเหลือบริเวณซอยพหลโยธิน 54/1 (วัดเกาะ) น้ำท่วม 10-15 ซม. ถนนพหลโยธิน จากซอยพหลโยธิน 60 ถึงแยกลำลูกการะดับน้ำเหลือ 10 ซม.
ทางด้านฝั่งธนบุรี ถนนหลักในหมู่บ้านเศรษฐกิจ ถนนบรมราชชนนี ถึงพุทธมณฑลสาย 3 น้ำแห้งเป็นปกติ ส่วนถนนพุทธมณฑลสาย 3-4 ระดับน้ำอยู่ที่ 10-20 ซม.
แม้ขณะนี้จะดูเหมือนว่าสถานการณ์อุทกภัยได้ผ่านพ้นไปแล้ว และเริ่มเข้าสู่การฟื้นฟูบูรณะ แต่พบว่าปัญหาใหญ่ที่ยังต้องเผชิญต่อไปคือ การจัดการกับขยะปริมาณมหาศาลที่เริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
พรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า กทม.ได้เร่งรัดจัดเก็บขยะตกค้างหลังน้ำลดตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.เป็นต้นมา ซึ่งทุกเขตได้เร่งดำเนินการจัดเก็บทุกวัน และมีการกำหนดจุดพักรวมขยะก่อนจะนำไปยังสถานีขนถ่ายขยะท่าแร้ง
“แม้แต่ละเขตจะขนขยะไปทิ้งหมดแล้ว แต่วันรุ่งขึ้นก็ยังมีขยะมากองอีกเช่นเดิม นอกจากนี้ยังมีปัญหารถตักไม่เพียงพอ จึงได้สั่งการให้เขตเร่งเช่ารถตักมาเสริม และปรับเปลี่ยนแผนโดยให้รถขนถ่ายไปทิ้งที่บ่อขยะราชาเทวะและกำแพงแสนโดยตรง ไม่ต้องรอเข้าคิวที่สถานีขนถ่ายขยะ ซึ่งจะช่วยให้ขนถ่ายได้จำนวนเที่ยวมากขึ้น คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน สถานการณ์ขยะจะกลับสู่สภาวะปกติ” พรเทพ กล่าว
ทั้งนี้ ในพื้นที่ กทม.มีขยะสะสมมากถึง 1 แสนตัน เฉลี่ยครัวเรือนละ 0.51 ตัน กทม.จัดเก็บแล้ว 4.8 หมื่นตัน เหลือค้างอีกกว่า 5 หมื่นตัน เฉพาะที่เขตหลักสี่มีประมาณ 1 หมื่นตัน เก็บไปแล้วประมาณ 5,000 ตัน จึงขอให้เขตเร่งรัดเข้าจัดเก็บในชุมชนและหมู่บ้านต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อประชาชนจะได้ไม่ต้องนำขยะมากองด้านนอก และประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือให้ประชาชนแยกขยะครัวเรือน เพื่อให้ง่ายต่อการกำจัดยิ่งขึ้น
ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ปัจจุบันมีปริมาณขยะตกค้างจำนวนมาก จากปกติเก็บได้ประมาณ 8,500 ตันต่อวัน ซึ่งเต็มขีดความสามารถของระบบการกำจัดขยะแล้ว แต่ในสภาวะหลังน้ำลด ขยะในพื้นที่น้ำท่วมอาจเพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีการคัดแยกขยะ ทำให้ต้องใช้เวลานานในการจัดเก็บ โดย กทม.ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.
ขณะที่ ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า ขณะนี้สื่อต่างประเทศหลายสำนักข่าว ทั้งจากอังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ได้ให้ความสนใจเรื่องการฟ้องศาลปกครอง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยจากกการบริหารจัดการน้ำผิดพลาด
“คดีนี้จะเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ประชาชนทั้งแผ่นดินจะลุกขึ้นมาฟ้องร้องรัฐ และเป็นมาตรฐานที่จะทำให้นักการ เมืองตระหนักในการเลือกใช้บุคคลมาเป็นรัฐมนตรี” ศรีสุวรรณ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังมหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มภาคกลางผ่านพ้นไป แต่สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ยังได้รับผลกระทบ โดยตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน 8 จังหวัด ได้แก่ จ.พัทลุง ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช นราธิวาส สงขลา ยะลา และปัตตานี ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน 1.4 แสนครัวเรือน จำนวน 4.7 แสนคน
ด้านศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.) รายงานสถานการณ์ภัยหนาวว่า ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ประสบภัยหนาว 2 จังหวัด 7 อำเภอ 37 ตำบล 431 หมู่บ้าน ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ 6 อำเภอ ได้แก่ อ.อมก๋อย สะเมิง จอมทอง ฝาง กัลยาณิวัฒนา และแม่อาย ส่วน จ.แม่ฮ่องสอนมี 1 อำเภอ ได้แก่ อ.ปางมะผ้า







