posttoday
บทเรียนฝ่าวิกฤตน้ำบ้านหัวไผ่

บทเรียนฝ่าวิกฤตน้ำบ้านหัวไผ่

09 ธันวาคม 2554

ขณะที่รถแล่นเข้าสู่เขต ต.หัวไผ่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี เพื่อมุ่งหน้าไปยังที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หัวไผ่

โดย...ภัสรา จิกคำ

ขณะที่รถแล่นเข้าสู่เขต ต.หัวไผ่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี เพื่อมุ่งหน้าไปยังที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หัวไผ่ ระยะทาง 8 กิโลเมตรก่อนถึงจุดหมาย สองข้างทางที่เคยเป็นทุ่งนาข้าวของชาวบ้านกลายเป็นพื้นที่แก้มลิงไปโดยไม่ตั้งใจ แม้ขณะนี้ระดับน้ำได้ลดลงจนสามารถสัญจรไปมาได้ แต่ที่นาเหล่านั้นยังคงปริ่มน้ำ ทิ้งคราบไว้ตามป้ายและผนังบ้าน เพื่อบ่งบอกว่า ต.หัวไผ่ เป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้จุดอื่น

วันที่ 2 ธ.ค. ทาง อบต.หัวไผ่ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม “ฟื้นความสุขให้คนหัวไผ่” โดยมีชาวบ้าน อาสาสมัคร และกลุ่มเครือข่าย ร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่จากทุกภาคมาช่วยงานกันด้วยรอยยิ้ม แม้พวกเขาจะยังไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพ

สมคิด นาคแท้ ชาวบ้าน ต.หัวไผ่ เจ้าของผืนนาหลายไร่ที่แทบจะมองไม่เห็นพิกัด เป็นหนึ่งในอาสาสมัครเข้าทำความสะอาดถนนร่วมกับเพื่อนๆ เขาเล่าว่า ก่อนน้ำจะท่วมทาง อบต.ได้ประกาศเตือนว่าน้ำจะต้องท่วมอย่างแน่นอน ให้เตรียมระวังภัยไว้ก่อน ทำให้สามารถเก็บข้าวของขึ้นที่สูงได้ทัน และไม่คาดคิดว่าระดับน้ำจะท่วมสูงจนเกือบถึงชั้น 2 ของตัวบ้าน แต่ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านได้ตั้งแต่วันที่ถูกน้ำท่วมเมื่อต้นเดือน ก.ย.

บทเรียนฝ่าวิกฤตน้ำบ้านหัวไผ่

 

กระทั่งวันนี้น้ำลดระดับลง แม้ไม่มีงานทำแต่ก็ปรับตัวใช้ชีวิตอยู่กับน้ำ ด้วยการตกเบ็ดหาปลา เก็บผักบุ้งที่ลอยตามน้ำมาทำอาหาร ประกอบกับยังได้รับถุงยังชีพจากทาง อบต. ไม่ขาด ทำให้ไม่เดือดร้อนมากนัก

เช่นเดียวกับผู้สูงอายุรายหนึ่ง ซึ่งกำลังรอเข้าร่วมปฏิบัติการตรวจสุขภาพจากหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ได้แบ่งปันประสบการณ์ว่า น้ำท่วมครั้งนี้หนักกว่าปี 2538 กว่าเท่าตัว แต่โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากหลายๆ ส่วน ทั้งจาก อบต. ผู้ใหญ่บ้าน และเพื่อนบ้านด้วย เพราะตนเองมีโรคประจำตัว ต้องเข้ารับการตรวจรักษาและทานยาเป็นประจำ

“แต่เมื่อน้ำท่วมก็ไม่สามารถออกเดินทางไปรับยาได้ ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหัวไผ่ที่เข้ารักษาเป็นประจำ ได้จัดยาที่จำเป็นมาให้ โดยให้ผู้ใหญ่บ้านพายเรือเอายามาส่งให้ถึงบ้าน น้ำแห้งแล้วก็ยังมาตรวจรักษาสุขภาพต่อเนื่อง”

ในขณะที่หัวเรือใหญ่อย่าง นายก อบต. ทวีป จูมั่น บอกว่า สิ่งแรกที่ทำตั้งแต่ก่อนเกิดอุทกภัยคือ การแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นให้ชาวบ้านได้รับรู้ และมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของชาวบ้าน ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านเกิดการร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ ยังใช้วิธีการ “เปิดปากชาวบ้าน” หรือการทำให้ชาวบ้านกล้าคุยกับผู้นำ เมื่อมีทุกข์ก็สามารถบอกกล่าวเพื่อให้ช่วยเหลือได้ถูกจุด อีกทั้งยังมีโครงการที่เรียกว่า “มหาวิทยาลัยชาวบ้าน” คือเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ก็จะมีการนั่งคุยกันเพื่อหาทางแก้ไข

ทวีป เล่าด้วยว่า สิ่งสำคัญจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านว่า พวกเขามีที่พึ่งพา โดยแบ่งการบริหารจัดการออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนท้องถิ่น คือตัวนายก อบต. เป็นศูนย์กลาง ต่อมาคือ ส่วนท้องที่ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชน โดยทั้งหมดจะถูกจัดแบ่งออกเป็นโซนเพื่อแบ่งความรับผิดชอบย่อยๆ ออกไป ให้แต่ละท้องที่รับผิดชอบกันเอง จึงทำให้แต่ละโซนได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

บทเรียนฝ่าวิกฤตน้ำบ้านหัวไผ่

 

เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ชาว ต.หัวไผ่ จึงสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งหน่วยงานของภาครัฐ แต่อาศัยการบริหารจัดการกันเองในระดับท้องถิ่น รวมทั้งการฟื้นฟูที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ โดยผ่านการสร้างกระบวนการคิดและให้ผลในระยะยาว

เช่น ในระยะแรกมีการแจกเมล็ดพันธุ์พืชให้ชาวบ้าน โดยตั้งเงื่อนไขว่า ก่อนจะมารับเมล็ดพันธุ์ชาวบ้านจะต้องมีแปลงดินที่พร้อมสำหรับการปลูกพืชแล้ว เพื่อไม่ให้เมล็ดพันธุ์ที่แจกจ่ายไปสูญเปล่า

ส่วนแผนการฟื้นฟูที่จะนำให้ชาวบ้านกลับไปมีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนเดิมจะมีการสนับสนุนให้มีการทำนาเหมือนเดิม โดยทาง อบต.ได้เตรียมเครื่องสูบน้ำไว้แล้ว รอเพียงเส้นทางคมนาคมในบางจุดแห้งก่อน และสุดท้ายจะสนับสนุนการปลูกพืชผักเพื่อเป็นการสร้างรายได้ช่วยชาวบ้านอีกทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม นายก อบต.ยอมรับว่า การเกิดภัยพิบัติเป็นตัวพิสูจน์ความรักใคร่กลมเกลียว ความสามัคคีกันของประชาชนในชุมชน รวมทั้งบ่งบอกถึงความเป็นผู้นำด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สอนเรื่องการรู้จักจัดการตัวเองโดยไม่ต้องร้องขอนั่นเอง

สุดท้าย...หวังว่าภัยพิบัติหรือบทพิสูจน์ที่รุนแรงครั้งนี้จะผ่านไป และทำให้ผืนนาใต้บาดาลจะกลับมาเป็นทุ่งนาสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองในฤดูเก็บเกี่ยวอย่างที่ชาวบ้าน ต.หัวไผ่ รอคอยในเร็ววัน และเชื่อว่าชาวกรุงเทพฯ และผู้ประสบภัยในจังหวัดอื่นๆ จะสามารถผ่านบทพิสูจน์ไปได้อย่างดีเช่นเดียวกัน

 

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน