
ภาษีมือถือ
....พิชัย นริพทะพันธุ์
การประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้สามารถนำมาให้บริการโทรศัพท์มือถือในระบบ 3จี ได้ถูกให้เลื่อนการประมูลออกไปเรื่อยๆ จนเหมือนกับจะตั้งใจว่าชาตินี้ประเทศไทยไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะได้ใช้ ถึงขนาดที่เวลาจะดำเนินการเรื่องนี้จะต้องขอไปดูงานในประเทศลาวที่ได้ทำไปก่อนหน้าประเทศไทยแล้ว
การที่ประเทศมีโทรศัพท์มือถือระบบ 3จี ใช้ จะทำให้เกิดการลงทุนและธุรกิจต่อเนื่องทางไอทีอีกมาก อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การดำเนินงานที่ล่าช้าทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาระบบสื่อสารโทรคมนาคมได้เทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศยังได้พัฒนาโทรศัพท์มือถือในระบบ 4จี แล้วด้วย
แต่ในที่สุดแล้วประเทศไทยก็จะมีระบบ 3จี ใช้ แต่เมื่อไหร่ที่มีการเปิดประมูลคลื่นความถี่นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของผลกระทบที่จะเกิดกับ กสท โทรคมนาคม และทีโอที โดยบริษัทที่ประมูลได้จะไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งอีกต่อไป
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สับสนกันมาก ผู้เขียนได้พยายามศึกษาเรื่องดังกล่าวโดยละเอียด และอยากเสนอความเห็นในมุมมองเพื่อประโยชน์ของชาติ เพราะการเก็บภาษีสรรพสามิตในธุรกิจโทรคมนาคม จะเป็นเครื่องมือในการเก็บรายได้ให้กับรัฐทั้งในปัจจุบันและในอนาคตเป็นวิธีการที่ดีที่สุดเพื่อให้รัฐได้รับรายได้โดยตรง
เป็นที่ทราบกันดีว่า ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมนั้น บริษัทคู่สัญญาทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ ที่ทำไว้กับทีโอทีและกสทฯ ได้ดำเนินการจ่ายเงินค่าสัมปทานให้กับ 2 หน่วยงานดังกล่าวเต็มจำนวนมาตลอดระยะเวลานับแต่เริ่มต้นสัญญาสัมปทาน ต่อมาได้มีการตั้งองค์การอิสระ โดยมีการแยกบทบาทการเป็นผู้ให้บริการ (Operator) กับผู้ควบคุม (Regulator) โดยอำนาจการเป็นผู้ควบคุม (Regulator) ถูกยกให้ไปอยู่กับองค์การอิสระ ดังนั้นแนวความคิดที่จะแปลงอัตราส่วนการจ่ายค่าสัมปทาน 10% ไปเป็นภาษีสรรพสามิต โดยที่บริษัทคู่สัญญายังคงชำระในอัตราส่วนเท่าเดิม แทนที่จะส่งทั้งหมดให้กับทีโอทีและกสทฯ บริษัทคู่สัญญาต้องแบ่งบางส่วนมาชำระให้กับกรมสรรพสามิตโดยตรง โดยกระทรวงการคลังจะได้รับการชำระทุกเดือน ผิดกับระบบเดิมที่รัฐวิสาหกิจทั้งสองอาจนำเงินไปใช้ในเรื่องต่างๆ ที่บางครั้งก็มีประโยชน์บ้าง ไม่มีประโยชน์บ้าง เหลือเท่าไหร่ถึงส่งคลัง
แต่หลังจากมีการปฏิวัติได้มีการยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวโดยกลับมาให้ชำระที่ทีโอทีและกสทฯ เหมือนเดิม
ถ้าย้อนมองการจัดเก็บรายได้และการนำส่งรายได้ต่อกระทรวงการคลังของทีโอทีและกสทฯ โดยดูจากงบการเงินที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของทั้งสองหน่วยงาน พบว่าในปี 2550 ทีโอทีรับส่วนแบ่งรายได้ที่ 17,365 ล้านบาท จัดส่งเงินปันผลเข้าคลังเพียง 1,002 ล้านบาท ปี 2551 รับส่วนแบ่งรายได้ 19,462 ล้านบาท จัดส่งเข้าคลัง 5,511 ล้านบาท
ขณะที่กสทฯ รับส่วนแบ่งรายได้ในปี 2550 จำนวน 14,091 ล้านบาท จ่ายปันผลให้คลัง 3,740 ล้านบาท ปี 2551 รับส่วนแบ่งรายได้ 15,097 ล้านบาท จ่ายปันผลส่งคลัง 6,900 ล้านบาท ซึ่งการจัดส่งมอบรายได้ปันผลต่อคลังของ 2 หน่วยงานดังกล่าว แต่ละปีลดลง ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากมีการนำรายได้ดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ภายในองค์กรของตนเองก่อนที่จะจ่ายปันผลให้กระทรวงการคลังที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ดังนั้น เมื่อมีการประมูลโทรศัพท์ 3จี ก็ไม่ต้องชำระค่าสัมปทานให้กับทีโอทีและกสทฯ รัฐบาลก็สามารถจัดเก็บรายได้เข้ารัฐจากบริษัทที่ชนะการประมูล
เมื่อเวลานั้นมาถึง ถ้าหากทีโอทีและกสทฯ ยังไม่สามารถปรับตัวที่จะรองรับกับการเปลี่ยนแปลง ก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวว่า หน่วยงานทั้งสองจะอยู่รอดโดยการหารายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายของตนเองได้อย่างไร และการที่อ้างว่า ภาษีสรรพสามิตจะกีดกันการแข่งขัน ก็ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะอำนาจการให้สัมปทานอยู่กับองค์การอิสระ ผู้ประกอบการทุกรายก็ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตเท่ากันหมด ไม่มีใครได้เปรียบ
จึงอยากให้ความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตธุรกิจโทรคมนาคม เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการหารายได้ให้กับรัฐในอนาคต







