posttoday
บทเรียนอาหรับ

บทเรียนอาหรับ

29 พฤศจิกายน 2554

หน้าเว็บไซต์บทความที่แสดงความเห็นต่างกันออกไปของเว็บไซต์รอยเตอร์ส

หน้าเว็บไซต์บทความที่แสดงความเห็นต่างกันออกไปของเว็บไซต์รอยเตอร์ส

มีบทความโดย สเตฟาน โวล์ฟ ที่น่าสนใจตอนหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ลุกฮือของประชาชนในอาหรับ (Arab Spring) ที่ใกล้จะครบรอบ 1 ปีว่า แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินได้ว่าการลุกฮือในอาหรับประสบความสำเร็จ นำมาซึ่งเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถบอกได้ในขณะนี้ก็คือ การลุกฮือนั้นได้ให้บทเรียนที่มีค่าอย่างยิ่งสำหรับหนทางข้างหน้าต่อจากนี้

บทเรียนอาหรับ

สิ่งที่พบอย่างแรก คือ โดยส่วนใหญ่แล้วการเปลี่ยนผ่านการปกครองจากเผด็จการไปสู่การปกครองในระบอบใหม่ มักจะไม่สามารถหลีกเลี่ยง “ความรุนแรง” ได้ ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม โดยเฉพาะฝ่ายต่อต้านซึ่งยากที่จะขัดขืนความรู้สึกที่อยากจะล้างแค้นฝ่ายตรงข้าม

บทเรียนที่สอง คือ แม้ว่าประชาชนฝ่ายต่อต้านอำนาจรัฐจะมีความสามัคคีกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อขับไล่ผู้นำและระบบการปกครองแบบเก่ามากเพียงใด แต่ว่าภายในใจลึกๆ ของแต่ละบุคคลก็มีมูลเหตุที่มากระตุ้นให้ลุกขึ้นประท้วงแตกต่างกันออกไป ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนแห่งความแตกแยกครั้งใหม่ได้ เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในอียิปต์อยู่ในขณะนี้

บทเรียนสุดท้าย ซึ่งสืบเนื่องมาจากสองบทเรียนแรก คือ การล่มสลายลงของระบอบการปกครองแบบเก่านั้น อาจไม่ได้นำมาซึ่งความมีสันติภาพ เสถียรภาพ และการปกครองแบบประชาธิปไตยเสมอไป

ด้วยเหตุนี้ โวลฟ์จึงเห็นว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการลุกฮือขึ้นประท้วง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประท้วง หรือองค์การระหว่างประเทศที่เป็นผู้สนับสนุนอย่างสันนิบาตอาหรับ สหภาพยุโรป (อียู) และสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ควรต้องตระหนักให้ดีว่าสิ่งที่จะทำไปนั้น จะส่งผลดีต่อประชาชนในภูมิภาคอย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะไม่อย่างนั้นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็อาจเป็นแค่เพียงการปฏิรูปที่ผิวเผินและเปลี่ยนแค่โฉมหน้าผู้ปกครองใหม่ที่ไม่ได้มีอะไรต่างออกไป

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ