
เตือนภาคใต้รับมือฝนตกหนัก
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ประกาศเตือนภาคใต้ฝั่งตะวันออกตั้งแต่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ประกาศเตือนภาคใต้ฝั่งตะวันออกตั้งแต่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส
ระวังคลื่นลมแรงในทะเลที่ยังคงมีกำลังแรงต่อไปจนถึงวันที่ 28 พ.ย.นี้ เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง นอกจากนี้ให้ระวังผลกระทบจากฝนที่ตกหนัก ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มในระยะนี้ สำหรับการสังเกตและเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง หากน้ำที่ไหลผ่านมีสีขุ่นหรือมีเสียงดังอื้ออึงผิดปกติมาจากภูเขาลำห้วยและน้ำท่วมสูงขึ้นผิดปกติ ให้รีบอพยพออกจากพื้นที่ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลากได้
ขณะที่น้ำท่วมภาคใต้หลายจังหวัดเริ่มคลี่คลาย ระดับน้ำลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 50% โดยพบว่า จ.สงขลา ยังคงมีพื้นที่น้ำท่วม 8 อำเภอ และประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว คือ อ.ควนเนียง สิงหนคร สะบ้าย้อย รัตภูมิ จะนะ ระโนด สทิงพระ และเมือง ซึ่งมีพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมลดลงจากเดิม 276 หมู่บ้าน เหลือเพียง 260 หมู่บ้าน เดือดร้อนจำนวน 2,018 ครัวเรือน 49,383 คน อพยพ 450 คน เสียชีวิต 2 คน ส่วน จ.ยะลา มีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมจำนวน 5 อำเภอ คือ อ.เมือง รามัน บันนังสตา ยะหา และธารโต มีพื้นที่ประสบเหตุ 38 ตำบล 122 หมู่บ้าน เสียชีวิต 2 คน เดือดร้อนจำนวน 23,940 คน 5,725 ครัวเรือน อพยพ 930 คน มีพื้นที่การเกษตรเสียหาย 9,645 ไร่ บ่อปลา 66 บ่อ
ด้าน จ.พัทลุง พื้นที่มี 11 อำเภอที่ประสบภัย ประชาชนได้รับผลกระทบ 47 ตำบล 340 หมู่บ้าน 23,082 ครัวเรือน 77,253 คน โดยระดับน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 0.50-1 ม. ล่าสุดพบว่าน้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย เนื่องจากปริมาณฝนได้ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เหลือประมาณ 18 มม.เท่านั้น ส่งผลให้ระดับน้ำที่ท่วมขังลดลงตามไปด้วย 6 อำเภอ เทือกเขาบรรทัดด้านทิศตะวันตก คาด 1-2 วันเข้าสภาวะสู่ปกติ เหลือ อีก 5 อำเภอ ริมทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วย อ.ควนขนุน เมือง เขาชัยสน บางแก้ว และปากพะยูน ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ถ้าฝนไม่ตกลงมาเพิ่มอีก 10-15 วันเข้าสู่ปกติ เนื่องจากพื้นที่จุดนี้เป็นพื้นที่รับน้ำ มีผู้เสียชีวิต 1 คน
ที่ จ.สุราษฎร์ธานี มี 6 อำเภอได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย อ.ท่าชนะ ไชยา ท่าฉาง วิภาวดี คีรีรัฐนิคม และกาญจนดิษฐ์ 26 ตำบล 143 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 18,979 ครัวเรือน 56,168 คน บ้านพังเสียหายทั้งหลัง 3 หลัง เสียหายบางส่วน 14 หลัง ที่ จ.ปัตตานี ยังคงมีน้ำท่วมในหลายหมู่บ้านในพื้นที่ ต.ปะกาฮารัง บาราเฮาะ และตะลุโบะ อ.เมือง โดยเฉพาะในหมู่บ้าน บ้านจางา หมู่ 2 ต.ปะกาฮารัง น้ำยังคงท่วมสูงกว่า 1-2 ม. ทำให้บ้านเรือนราษฎรกว่า 150 หลังคาเรือน ต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมอยู่ ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการสัญจรไปมา ขณะที่ จ.นราธิวาส ประกาศให้ 8 อำเภอ คือ อ.ยี่งอ บาเจาะ ระแงะ สุไหงโก-ลก แว้ง จะแนะ เจาะไอร้อง และตากใบ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติร้ายแรง เนื่องจากยังมีน้ำจากแม่น้ำสุไหงโกลก และแม่น้ำบ้างนรา เอ่อเข้าท่วมต่อเนื่อง
ส่วน จ.นราธิวาส มีพื้นที่ประสบภัยทั้งหมด 12 อำเภอ 48 ตำบล 173 หมู่บ้าน เดือดร้อน 29,764 คน รวม 7,372 ครัวเรือน อพยพ 80 ครัวเรือน 288 คน พื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย 4,059 ไร่ บ้านเสียหาย 1 หลัง ถนนเสียหาย 19 สาย คอสะพาน 3 แห่ง และโรงเรียน 22 แห่ง ที่ และที่ จ.ตรัง ประสบภัยน้ำท่วม 2 อำเภอ คือ อ.เมือง และห้วยยอด โดยทางจังหวัดได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมเพื่อรอรับการช่วยเหลือ และยังคงเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มใน 3 อำเภอ คือ อ.นาโยง ย่านตาขาว และปะเหลียน
ขณะที่ถ้ำเลเขากอบ อ.ห้วยยอด แหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ของ จ.ตรัง ยังคงประกาศปิดอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากระดับน้ำในถ้ำยังสูงอยู่ ขณะที่ จ.นครศรีธรรมราช บางพื้นที่น้ำเพิ่มขึ้น บางพื้นที่ลดลง เนื่องจากสภาพการระบายน้ำของพื้นที่ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะในพื้นที่แถบ อ.เฉลิมพระเกียรติ เชียรใหญ่ และชะอวด พื้นที่เกษตรกรรมทั้งในส่วนของนาข้าว สวนปาล์ม เต็มไปด้วยน้ำ นอกจากนี้ต้นปาล์มที่เพิ่งปลูกใหม่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งนี้หากว่าฝนไม่ตกหนักในช่วงนี้คาดว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติได้เร็ววันนี้







