
ต่างชาติแนะไทยพลิกวิกฤต ปั้นโมเดลกันน้ำท่วมแห่งภูมิภาค
แม้ว่ากระแสความสนใจของทั่วโลกจะพุ่งเป้าไปที่สถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้ว่ากระแสความสนใจของทั่วโลกจะพุ่งเป้าไปที่สถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรป แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า โลกจะไม่รับรู้เหตุการณ์ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในที่อื่นๆ เสียทีเดียว
เห็นได้จากข่าวสารเกี่ยวกับเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ของประเทศไทยที่โหมกระพืออยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่างชาติไม่เว้นแต่ละวัน ตั้งแต่ที่สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มต้นจนทำท่าจะคลี่คลาย
เหตุเพราะน้ำท่วมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่กระทบทรัพย์สินและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยเท่านั้น บรรดาผู้ประกอบการ นักธุรกิจ นักลงทุน และบริษัทข้ามชาติต่างก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไม่น้อยหน้าคนไทยเช่นเดียวกัน
เป็นผลกระทบที่รุนแรงถึงขนาดสั่นคลอนสถานการณ์ตลาดโลกได้ เช่นที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์และฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ขณะที่ธนาคารโลกได้ประเมินความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมไทยทั้งหมดในเบื้องต้นราว 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.41 ล้านล้านบาท) โดยไม่วายย้ำว่า ตัวเลขความเสียหายที่ประเมินออกมานี้ มีสิทธิปรับเพิ่มสูงขึ้นได้ เนื่องจากโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งยังต้องเผชิญหน้ากับสภาพน้ำท่วมเจิ่งนองอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้ความเสียหายในครั้งนี้จะมีมูลค่ามากมายมหาศาลและเป็นจำนวนที่ผู้ได้รับผลกระทบต้องดิ้นรนหาทางฟื้นฟูแก้ไขกันเอาเองเสียส่วนใหญ่ แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญและองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งต่างออกมาเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า รัฐบาลไทย รวมถึงผู้นำประเทศทั้งหลายควรที่จะนำบทเรียนจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ในไทยครั้งนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เป็นประโยชน์ในแง่ที่ว่า ประเทศทั้งหลายต้องเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติรุนแรงและเร่งวางแผนเตรียมรับมือป้องกัน ตลอดจนแผนฟื้นฟูเยียวยา เพื่อลดทอนความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ให้รุนแรงหนักหนาสาหัสเหมือนเช่นที่เกิดในประเทศไทย
ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศจากองค์กรเอ็นจีโอ และสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ต่างออกมาเตือนอยู่เนืองๆ ว่า โลกกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงจากมหันตภัยทางธรรมชาติที่นับวันจะทวีดีกรีความรุนแรงมากขึ้นทุกที โดยมีเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก และจากน้ำมือมนุษย์ที่เร่งรัดพัฒนาความเป็นเมืองและเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่
และเหตุน้ำท่วมไทยก็คือปฐมบทเริ่มต้นของคำเตือนที่กำลังจะเป็นจริงในอนาคตอันใกล้นี้
มาร์ค โทมัส หัวหน้าฝ่ายสื่อสารจากกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) รวมถึงนักวิเคราะห์จากหลายสำนักยอมรับว่า แม้ไทยจะไม่มีการเตรียมการรับมือใดๆ จากเรื่องเหนือความคาดหมายอย่างภัยน้ำท่วมนี้ แต่รัฐบาลไทยและคนไทยต่างก็ปรับตัวและจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีในระดับหนึ่ง เห็นได้จากการที่ยังไม่มีการแพร่กระจายของโรคระบาดร้ายแรง และมีการจัดการแจกจ่ายเสบียงและสิ่งของได้ค่อนข้างเข้าถึง
ดังนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่า การกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลไทยเห็นความสำคัญของการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาน้ำท่วม เพื่อพัฒนาต่อยอดแผนปัจจุบันที่นำมาใช้รับมือกับน้ำท่วม ซึ่งทำได้ค่อนข้างดีในระดับหนึ่งอยู่แล้ว
เรียกได้ว่า ไทยต้องใช้วิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ให้เป็นโอกาสที่ดีในการเดินหน้าศึกษาผลดีผลเสีย และวางรากฐานป้องกันน้ำท่วมประเทศไทยในระยะยาวให้มั่นคงมีประสิทธิภาพ
เพราะด้วยศักยภาพที่ไทยมีอยู่ บวกกับความเอาใจใส่และเอาจริงเอาจัง ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่ไทยจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญในการจัดการรับมือป้องกัน และบรรเทาฟื้นฟูมหันตภัยทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมได้
มาร์กาเรตา วอชล์สตอร์ม ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาความเสี่ยงจากมหันตภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นไอเอสดีอาร์) ระบุว่า สิ่งที่ควรใส่ใจตอนนี้ก็คือการหามาตรการใดๆ ก็ตามที่จะไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต แทนที่จะพุ่งเป้าไปที่การฟื้นฟูเยียวยาความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ได้รับแต่เพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ ไม่เฉพาะแต่ไทยเท่านั้นที่ต้องเตรียมการรับมือบรรดาผู้นำประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลก ก็ต้องเตรียมการวางแผนหาทางรับมือป้องกันเช่นเดียวกัน
เพียงแต่ ไทย อาจได้เปรียบตรงที่ว่า มีสถานการณ์ให้ศึกษาและลงมือทำจนเห็นผลได้
ขณะที่ วิกรัม เนห์รู นักวิจารณ์จากเดอะ ดิโพลแม็ต ได้เขียนบทความแนะว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำและแสดงเป็นตัวอย่างให้ประเทศทั่วโลกเห็นก็คือการจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งมาบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จัดงบค่าใช้จ่ายให้โครงการเหล่านี้อย่างเหมาะสม และเก็บส่วนหนึ่งไว้เผื่อเป็นทุนสำรองในยามที่เกิดวิกฤตภัยธรรมชาติรุนแรงเกินป้องกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า จากแผนงบประมาณประจำปี 2555 ที่ออกมานั้น ยังคงแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยไม่ใส่ใจที่จะลงทุนในด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง เห็นได้จากเงินที่จะนำมาใช้ในเรื่องน้ำนั้น น้อยเกินกว่าความต้องการตามความเป็นจริงของประเทศ
หรือพูดให้ง่ายก็คือว่า รัฐบาลไทยยังคงมองว่า การลงทุนในเรื่องน้ำเป็นเรื่องที่สูญเปล่า โดยมองข้ามผลประโยชน์ต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาว ที่ถ้าหากว่ามีระบบการบริหารจัดการน้ำที่ดีแล้ว ย่อมเป็นผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม และดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ แม้ไทยจะมีสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำถึง 8 หน่วยงาน และมีเป้าหมายในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป แต่การที่หน่วยงานทั้งหมดไม่มีการประสานงานระหว่างกัน และการปิดกั้นไม่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้มีอิทธิพลมากกว่าส่วนรวม
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะบั่นทอนประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการน้ำของไทย
ทั้งนี้ ในเมื่อไทยประจักษ์ดีแล้วว่าเหตุการณ์น้ำท่วมและผลกระทบที่เกิดขึ้นเลวร้ายมากเพียงใด ดังนั้นคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการเดินหน้าไปสู่หนทางที่ถูกต้อง
นั่นคืออนาคตต่อจากนี้ จะไม่มีคำว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยสำหรับประเทศไทย







