
น้ำอิงแห้ง...นาปรังกลายเป็นนาพัง
8...สายอรุณ ปินะดวง
ราคาข้าวเปลือกแพง เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยได้กำไร 1 หมื่นบาทต่อไร่ จูงใจให้หันมาทำนาปรังเพิ่มขึ้นจาก 500 ไร่ในปี 2552 เป็น 3 หมื่นไร่ในปี 2553 หรือสูงขึ้นถึง 60 เท่า
นอกจากจะก่อให้เกิดการแย่งน้ำระหว่างชาวนาราบลุ่มแม่น้ำอิง ในพื้นที่ อ.เมือง และ ต.บ้านต๊ำ ต.ท่าจำปี จ.พะเยา แล้ว วิกฤตภัยแล้งที่มาเร็วกว่ากำหนดทำให้แม่น้ำอิงแห้งขอดหนักสุดในรอบ 20 ปี นาข้าวยืนต้นตายกว่า 3 หมื่นไร่
นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงล้านนา กล่าวว่า จากการวิเคราะห์พบว่าสาเหตุที่เกิดวิกฤตน้ำมาจาก 4 ประการ คือ
1.น้ำต้นทุนที่หายไปพร้อมกับป่าต้นน้ำที่เหลือน้อยลง น้ำต้นทุนและป่าต้นน้ำสาขาต่างๆ ของแม่น้ำอิงที่หายไปตั้งแต่ประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา
2.เขื่อน/ฝาย ที่ภาครัฐก่อสร้างขึ้นทางตอนบนของแม่น้ำอิง ทำให้เกิดการกักน้ำไว้ ซึ่งหากไม่มีน้ำก็เป็นเพียงสิ่งกีดขวาดลำน้ำเท่านั้น
3.ระดับน้ำในแม่น้ำโขงน้อย เพราะมีปริมาณลดลง ไม่เฉพาะน้ำอิงแต่ยังรวมแม่น้ำกกด้วย ส่วนหนึ่งเพราะทางประเทศจีนสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ และ 4.สภาวะโลกร้อนเกิดการเปลี่ยนแปลงของโลก
นายอุดม สานเก่ง ชาวนา ต.ท่าจำปี อ.เมือง จ.พะเยา กล่าวว่า หากฝนยังไม่ตกในช่วงนี้ และยังไม่ได้น้ำเข้ามาช่วยเลี้ยงข้าวนาปรัง คาดว่านาจะพังเสียหายเกือบทั้งหมด จะเหลือนาที่ได้ผลผลิตจริงไม่เกิน 10% ซึ่งจะเป็นที่นาอยู่ใกล้แหล่งน้ำเท่านั้น
ขณะที่ นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผวจ.พะเยา กล่าวภายหลังจากลงพื้นที่ของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ พบว่าหนักกว่าทุกปีที่ผ่านมา จึงวางมาตรการช่วยเหลือ ทั้งเร่งด่วน และระยะปานกลางยาว โดยระยะเร่งด่วน ให้ชลประทานสำรวจระดับน้ำในลำน้ำอิงจากจุดที่มีน้ำ
หากจะขุดลอกเพื่อนำน้ำขึ้นไปใช้ ระดับต่างกันมากน้อยเพียงใด ให้ชลประทาน เทศบาลตำบล (ทต.) แม่ใจ อ.แม่ใจ ทต.ท่าจำปี อ.เมือง ระบายน้ำจากอ่างแม่ปืม หนองเล็งทราย และห้วยแม่ตุ้ม ลงมาช่วย ซึ่งดำเนินการแล้วแต่น้ำยังไม่ถึงพื้นที่ประสบปัญหาเลย
ส่วนระยะปานกลาง และระยะยาว คือ ขุดลอกลำน้ำอิง พัฒนาหนองบึงสาธารณะให้เป็นแก้มลิง ขณะที่กว๊านพะเยา ก็ต้องกักเก็บไว้ทำน้ำประปา ดังนั้น หลังจากพื้นที่ ต.ท่าจำปี และ ต.บ้านต๊ำ ประสบภัยแล้งนาปรังเสียหายรอบแรก รอบสองก็จะนาปรัง อ.ภูกามยาว และ อ.ดอกคำใต้ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นแก่ชาวนาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“
แม่น้ำอิง” คือ สายเลือดใหญ่ของชาวพะเยา และเชียงราย ซึ่งก่อนหน้านี้น้ำอิงไม่เคยแห้งขอดเหมือนวันนี้






