
การตัดสินตกลงใจเชิงยุทธศาสตร์
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามีรายงานข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามีรายงานข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
โดย..พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
ในฐานะเลขานุการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ได้เปิดเผยว่า การปฏิบัติงานของ ศปภ.ไม่มีแผนงานที่ชัดเจน การตัดสินใจที่ผ่านมาเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละกรณี
ต่อมาในคืนวันอาทิตย์ โฆษก ศปภ.ได้ออกรายการสนทนาทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ยอมรับว่า ศปภ.มีจุดอ่อนที่ไม่สามารถปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากมาตรการแก้ไขปัญหาของ ศปภ. ที่ผ่านมาต้องรอให้ประชาชนร้องทุกข์และเข้าไปแก้ไข ซึ่งขณะนี้ได้แก้ไขจุดอ่อนนี้อยู่ ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ไปสอบถามความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบแล้ว
สองข่าวนี้ทำให้ประชาชนประหลาดใจที่รัฐบาลและ ศปภ.ไม่มีแผนบริหารราชการแผ่นดินและแผนปฏิบัติการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
และไม่มีการศึกษาผลกระทบของมาตรการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ เช่น การวาง Big Bag หรือการกู้ถนน 340 เพื่อตกลงใจเลือกหนทางปฏิบัติที่มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด และหาหนทางป้องกัน ช่วยเหลือ เยียวยา ตลอดจนบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นกับประชาชนไว้ล่วงหน้า ตามหลักธรรมาภิบาล
ในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติว่า
มาตรา 74 “บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม อำนวยความสะดวก และให้บริการประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี...” มาตรา 76 “คณะรัฐมนตรีต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน...”
และมาตรา 78 “รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้
(5) จัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน”
“การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” ได้มีบทนิยามไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6 ว่า หมายถึง
“การปฏิบัติราชการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้ (1) เกิดประโยชน์สุขของประชาชน (2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ (3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ (4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น (5) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์ (6) ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ (7) มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการสม่ำเสมอ”
สำหรับวิธีการปฏิบัตินั้น มาตรา 8 (3) ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ได้บัญญัติไว้ว่า
“ก่อนการดำเนินการ ส่วนราชการต้องจัดให้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลดีและผลเสียให้ครบถ้วนทุกด้าน กำหนดขั้นตอนการดำเนินการที่โปร่งใส มีกลไกตรวจสอบการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน ในกรณีที่ภารกิจใดจะมีผลกระทบต่อประชาชน ส่วนราชการต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวมจะได้รับจากภารกิจนั้น”
จากข้อกฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดินที่กล่าวมา จะเห็นว่า ถ้า ศปภ.ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นโดยคำสั่งคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตมหาอุทกภัย 54 ดำเนินการตามหลักปฏิบัติเหล่านี้แล้ว “ลำลูกกาโมเดล” “ดอนเมืองโมเดล” “นนทบุรีโมเดล” ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น
สิ่งที่น่าคิด คือ การเรียกร้องของประชาชนผู้เดือดร้อนเหล่านี้ นอกจากจะทำให้เกิดวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางสังคมระหว่างประชาชนที่ได้รับประโยชน์สาธารณะที่แตกต่างกันแล้ว ยังเป็นการสร้างประเพณี “ไม่โวย ไม่ได้” หรือ “ไม่เดินขบวน รัฐไม่เหลียวแล” ในการบริหารราชการแผ่นดินด้วย
หลายท่านอาจให้ความเห็นว่า การปฏิบัติงานในระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนมีข้อยุ่งยากและต้องใช้เวลาในการเจรจาต่อรอง อาจทำให้การในเรื่องนี้ตำราบริหารสมัยใหม่แนะนำให้ใช้ “แนวปฏิบัติที่ดี” (Best Practice) ซึ่งสังเคราะห์มาจากหลักวิชาการไว้ล่วงหน้า นั่นหมายความว่า ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ในการมอง “ปัญหาในอนาคต” ได้
หรือกล่าวกันง่ายๆ ว่า รัฐบาลต้องเลือกคนที่มีความสามารถในการบริหารสถานการณ์ยามวิกฤตได้ มาทำงานในลักษณะนี้ เพื่อให้เตรียมคิดแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า
โดยไม่เลือก “คนเข็มขัดสั้น” ที่ชอบพูดว่า “คาดไม่ถึง” หรือ “คิดไม่ถึง” และที่สำคัญ ต้องไม่เลือกคนที่ชอบพูดว่า “ไม่คิดเลยว่า” มารับผิดชอบงานสำคัญที่มีสถานการณ์ที่ “พลิกพลิ้ว” ยากที่จะประเมินได้ด้วย “สามัญสำนึก” ธรรมดาๆ
ทั้งนี้ เพราะสถานการณ์ที่ต้องมีการต่อสู้กัน หรือที่เรียกในทางวิชาการว่า “ยุทธศาสตร์” ต้องใช้ “นักยุทธศาสตร์” (Strategist) ที่มีความรู้ ความสามารถ ทั้งในทางศาสตร์และศิลป์ เพื่อให้การตัดสินตกลงใจถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนั้น ยังต้องเป็นคนที่มี “ศรัทธาบารมี” ซึ่งคนเชื่อถือ โดยมีความ “ซื่อตรง” (Integrity) ไม่โกหกหลอกลวง เพื่อให้ประชาชนเชื่อใจพร้อมที่จะรับฟังข้อคิดเห็นและปฏิบัติตามข้อเสนอที่เป็นธรรม
ในเรื่องการตัดสินตกลงใจเชิงยุทธศาสตร์นี้ พล.อ.ท.พระยาเฉลิมอากาศ (หลง สินสุข) ผู้บัญชาการทหารอากาศคนแรก ซึ่งพวกเราชาวฟ้าทุกคนยกย่องให้ท่านเป็นบุพการีทหารอากาศ ได้ให้หลักการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ไว้ว่า
“...ทำทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านพ้นด้วยดี ก็ด้วย ‘การตกลงใจ’ ที่ถูก ชัยชนะส่วนใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับ ‘การตัดสินใจ’ ที่เด็ดขาด เมื่อจะทำอะไรอย่างหนึ่ง จงทำเมื่อควรทำ เสี่ยงเมื่อควรเสี่ยง สู้เมื่อควรสู้ ฆ่าเมื่อควรฆ่า ตายเมื่อควรตาย อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นลูกผู้ชาย...”
วรรคทองนี้ เป็นอมตะที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากนำมาจากหลักการบริหารงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ว่า ต้อง “ตกลงใจ” กำหนดเป้าหมายยุทธศาสตร์ (End) และเลือกหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Ways) ให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันและในอนาคต และ “ตัดสินใจ” เลือก “เครื่องมือ” หรือ “มาตรการ” (Means) ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์เป็นการต่อสู้กันทางความคิดของผู้นำทั้งสองฝ่าย จึงทำให้การตัดสินตกลงใจบางครั้งต้อง “เสี่ยง” ด้วยการเดาใจคู่ต่อสู้บ้าง ดังนั้นผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ที่ดี จึงต้องมีความสามารถในการประเมินความเสี่ยง และมีคุณลักษณะในการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ได้ดี
เมื่อถึงจุดนี้ หลายท่านอาจสงสัยว่า ครั้งนี้ประเทศไทยต่อสู้กับ “น้ำ” ที่ไม่มีผู้บงการ ไม่น่าจะเกี่ยวกับการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาเลย
เรื่องนี้ขอเรียนว่า การต่อสู้กับ “น้ำ” เป็นสถานการณ์ที่ง่ายที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสามารถประเมินภัยคุกคามด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้ง่าย และตรรกะของน้ำก็เหมือนกับ “คน”
ต่างกันแต่เพียง “น้ำ” ตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม และไม่มีทุจริตประพฤติมิชอบเหมือนกับ “คน” ทำให้สามารถคาดการณ์ (Predict) ได้ง่ายกว่า
“เหลาจื้อ” นักปราชญ์ชาวจีน ได้เปรียบน้ำกับคนว่า ต้องหาภาชนะที่เหมาะสมในการเก็บและนำไปใช้งาน น้ำไหลจากที่สูงไปหาที่ต่ำจึงต้องหาทางให้เขาไป และอย่าให้น้ำรวมตัวกันมาก เพราะจะทำให้เกิดพลังอย่างมหาศาลที่ยากแก่การควบคุม และจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล
ถ้ารัฐบาลและ ศปภ.นำปรัชญาที่เหลาจื้อเสนอนี้ มาใช้แก้ไขวิกฤตการณ์มหาอุทกภัย 54 ตั้งแต่ต้นเชื่อว่า อุทกภัยไม่น่าจะทำความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชนมากเท่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ยังไม่สายที่รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติใหม่ โดยนำระบบงานที่ได้ถูกออกแบบไว้เพื่อการนี้ ได้แก่ “ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินป้องกันภัยพิบัติ” (ศปภ.ปภ.) ตามนโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2548 มาเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขวิกฤตของชาติครั้งนี้
เพื่อตัดสินตกลงใจวางระบบงานให้สอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์และ “ใช้คนให้ถูกกับงาน”
ก่อนที่การเรียกร้องจากความเดือดร้อนของประชาชนจะมากขึ้น จนเกิดเป็นวิกฤตการณ์ใหม่ของชาติ







