
น้ำมันขาดแคลนจากปัญหาอุทกภัยแก้ได้ด้วยการขนส่งระบบท่อ
ปัญหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ของประเทศไทย
ปัญหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ของประเทศไทย
โดย..มนูญ ศิริวรรณ
ครั้งนี้ทำให้เราต้องหันมาพิจารณาแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เราละเลยกันมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านการชลประทาน หรือด้านการเตือนภัยและป้องกันภัยพิบัติต่างๆ ให้เป็นระบบมากกว่าในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างนี้ซ้ำรอยอีกในปีต่อๆ ไป
ปัญหาหนึ่งในวงการพลังงานที่ค้างคามานานคือระบบขนส่งน้ำมัน หรือระบบ Logistics ของไทยที่พึ่งพาการขนส่งทางรถมากที่สุด โดยการขนส่งน้ำมันของไทยนั้นใช้รถบรรทุกน้ำมันเป็นส่วนใหญ่ และเป็นการขนส่งทางถนนมากกว่าทางรถไฟและทางเรือ ซึ่งเป็นการขนส่งที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากกว่า
และถ้ายิ่งไปเปรียบเทียบกับในต่างประเทศ ซึ่งเขาใช้การขนส่งน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติผ่านทางท่อแล้ว ประเทศไทยจะยิ่งล้าหลังเข้าไปอีก เพราะเรามีปริมาณการขนส่งผ่านท่อน้อยมาก
ปัจจุบันเรามีท่อส่งน้ำมัน 2 เส้น บริหารโดย 2 บริษัท ซึ่งก็คือบริษัทร่วมทุนของผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันในตลาดนั่นเอง
บริษัทแรกคือ บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย หรือชื่อย่อว่า THAPPLINE ผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทน้ำมันทั้งหมด ยกเว้นบริษัท บางจากปิโตรเลียม ซึ่งแยกออกไปร่วมกับผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ อย่างเช่น บริษัท การบินไทย และบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ BAFS แล้วไปชักชวนบริษัทน้ำมันอื่นๆ ยกเว้นบริษัท เอสโซ่แสตนดาร์ด ประเทศไทย ให้เข้ามาร่วมจัดตั้งบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ หรือ FPT เป็นบริษัทที่สอง
THAPPLINE นั้นวางท่อส่งน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมัน THAIOIL และ ESSO จาก อ.ศรีราชา มายังคลังน้ำมันเครื่องบินของ BAFS ที่ดอนเมือง คลังน้ำมันที่ลำลูกกาและสระบุรี และต่อมาได้เชื่อมต่อท่อส่งน้ำมันไปยังโรงกลั่นน้ำมันระยอง และโรงกลั่นน้ำมันสตาร์ปิโตรเลียม ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
ส่วน FPT นั้น วางท่อส่งน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากและคลังน้ำมัน ปตท. ที่พระโขนง รวมทั้งจากคลังน้ำมัน SHELL และ CALTEX ที่ช่องนนทรี คลองเตย ไปยังคลังน้ำมันเครื่องบินของ BAFS ที่ดอนเมือง และต่อไปยังคลังน้ำมันของบางจากและ FPT ที่บางปะอิน พระนครศรีอยุธยา
ปัจจุบันท่อส่งน้ำมันทั้งสองเส้นได้ขยายระบบท่อไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วย แต่ถึงกระนั้นปริมาณน้ำมันที่ส่งผ่านท่อน้ำมันทั้งสองเส้นก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ยังไม่คุ้มกับการลงทุนเนื่องจากปริมาณน้ำมันที่ส่งผ่านท่อยังน้อยเกินไป
ความจริงแล้วระบบขนส่งน้ำมันทางท่อของประเทศไทยควรจะมีระบบเดียวและใช้ร่วมกันเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการบริหาร และทำให้มีน้ำมันผ่านท่อในปริมาณมากพอที่จะคุ้มกับการลงทุน การแยกท่อส่งน้ำมันออกเป็น 2 เส้น ทำให้มีการลงทุนซ้ำซ้อนและเป็นการแข่งขันกันเองโดยไม่จำเป็น ผลที่เกิดขึ้นในที่สุดก็คือขาดทุนทั้งคู่ ซึ่งเรื่องนี้ควรเป็นบทเรียนสำหรับเอกชนในการลงทุนระบบ Logistics ในอนาคต ว่าควรร่วมมือกันมากกว่าที่จะแข่งขันกันอย่างไร้เหตุผล และภาครัฐที่เป็นผู้กำกับดูแลอย่างกระทรวงพลังงานก็ควรเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผมยังเห็นว่า ถึงแม้ที่ผ่านมาการขนส่งน้ำมันในระบบท่อบ้านเราจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบันและอนาคตเรามีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาการขนส่งน้ำมันให้เป็นไปในระบบท่อมากขึ้น โดยควรทำโครงการต่อท่อส่งน้ำมันขึ้นไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ
โดยทางภาคเหนือนั้นควรต่อท่อจากสระบุรี ผ่านนครสวรรค์ พิษณุโลก ขึ้นไปจนถึงลำปาง ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ต่อท่อจากสระบุรีผ่านนครราชสีมาขึ้นไปจนถึงขอนแก่น ซึ่งจะทำให้มีปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านท่อเพิ่มมากขึ้น
ในความเห็นของผม ข้อดีของการขนส่งน้ำมันทางท่อมีหลายประการ คือ
1.เป็นการประหยัดพลังงาน เพราะการขนส่งน้ำมันทางท่อใช้พลังงานน้อยกว่าการขนส่งน้ำมันผ่านทางรถไฟหรือรถบรรทุกมาก ตามตารางดังนี้
วิธีการขนส่ง พลังงานในการขนส่ง
(กิโลวัตต์ชั่วโมง/
กิโลเมตร/พันลิตร)
ขนส่งทางท่อ 0.014
ขนส่งทางรถไฟ 0.038
ขนส่งทางรถบรรทุก 0.217
2.ลดอุบัติเหตุ การขนส่งผ่านท่อเป็นระบบการขนส่งที่ปลอดภัยที่สุดและลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้มาก เราอาจคิดว่าการขนส่งน้ำมันทางรถบรรทุกราคาถูกกว่า สะดวกกว่า เพราะส่งถึงที่ (Door to Door) แต่ถ้ารวมเอาค่าอุบัติเหตุทางถนน รวมทั้งความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเข้าไปด้วย รวมทั้งการทำให้การจราจรติดขัด ราคาค่าขนส่งโดยรถบรรทุกจะแพงกว่ามาก
3.ลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลลง อย่างที่ทราบกันดีว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ดังนั้นราคาน้ำมันดีเซลย่อมจะแพงขึ้นด้วย ถ้าเรายังใช้รถบรรทุกน้ำมันขนส่งน้ำมันกันอยู่เหมือนปัจจุบัน ต้นทุนค่าขนส่งก็จะแพงขึ้นเรื่อยๆ และระบบขนส่งของเราก็จะต้องพึ่งพาน้ำมันต่อไป การหันไปหาระบบท่อจะเป็นการลดการพึ่งพาน้ำมันได้ดีที่สุด และยังเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย
4.ลดการขาดแคลนในกรณีที่การขนส่งทางบกทำไม่ได้ด้วยเหตุภัยพิบัติต่างๆ เช่น อุทกภัย ดินถล่ม ถนนตัดขาด และอื่นๆ อีกมาก เพราะการขนส่งทางท่อจะไม่กระทบจากภาวะน้ำท่วมหรือถนนตัดขาดแต่อย่างใด
5.ต้นทุนการขนส่งต่ำกว่าในระยะยาวถึงแม้จะลงทุนสูงในระยะแรกก็ตาม ทั้งนี้เพราะอายุการใช้งานยาวนานกว่า การบำรุงรักษาน้อยกว่า และปริมาณน้ำมันผ่านท่อจะเพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นในอนาคต
จากข้อดีที่กล่าวมาข้างต้น ผมอยากสนับสนุนให้ท่าน รมว.พลังงาน เร่งผลักดันโครงการขยายการขนส่งน้ำมันทางท่อออกไปตามแผนที่ได้เคยมีการศึกษากันไว้แล้วโดยด่วนครับ ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการดีๆ อีกโครงการหนึ่งซึ่งสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics และพลังงานให้กับประเทศไทยในอนาคตครับ







