posttoday
ไทยปราการอ่อน เสี่ยงสุดในเอเชีย รับมือวิฤตโลกไม่ไหว

ไทยปราการอ่อน เสี่ยงสุดในเอเชีย รับมือวิฤตโลกไม่ไหว

24 พฤศจิกายน 2554

ต้องยอมรับว่าวิกฤตหนี้สาธารณะจากซีกโลกตะวันตกอย่างสหรัฐและยุโรป

ต้องยอมรับว่าวิกฤตหนี้สาธารณะจากซีกโลกตะวันตกอย่างสหรัฐและยุโรป

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ต้องยอมรับว่าวิกฤตหนี้สาธารณะจากซีกโลกตะวันตกอย่างสหรัฐและยุโรป ทำเอาโลกทั้งใบต้องปั่นป่วนตลอดทั้งปี 2554 นี้

เพราะเวลาอีกเพียงเดือนเศษที่จะถึงเทศกาลลาทีปีเก่าต้อนรับปีใหม่ สถานการณ์เศรษฐกิจของ 2 ทวีป ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

หนี้สาธารณะในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ยังคงไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน นอกจากการหารือถึงมาตรการรัดเข็มขัด สลับกับการสับเปลี่ยนผู้นำบริหารประเทศ ขณะที่ฟากสหรัฐก็ไม่น้อยหน้า จำนวนหนี้สาธารณะของประเทศพุ่งสูงถึง 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 100% ของจีดีพี ท่ามกลางข่าวความขัดแย้งทางการเมืองของพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ เดโมแครต และรีพับลิกัน จนทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มไม่เชื่อมั่นว่าสหรัฐจะมีความสามารถพอที่จะแก้ปมปัญหานี้

หนำซ้ำสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ยังส่งผลลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคที่น่าจะสดใสอย่างเอเชีย เห็นได้จากบางประเทศในแถบนี้ เช่น สิงคโปร์ จีน และเกาหลีใต้ ที่ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2555 กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไทยปราการอ่อน เสี่ยงสุดในเอเชีย รับมือวิฤตโลกไม่ไหว

 

อย่างไรก็ตาม อะไรก็ไม่แย่เท่ากับรายงานจากฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกที่ออกมาระบุว่า ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียบางประเทศอยู่ในสถานะเสี่ยงกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

หรือพูดให้ง่ายเข้าก็คือ มีแนวโน้มอย่างมากที่จะเจอฤทธิ์วิกฤตเศรษฐกิจโลกจนทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพังไม่เป็นท่า

และหนึ่งในนั้นก็มีประเทศไทยติดโผในอันดับท็อปทรีเข้าไปด้วย

ทั้งนี้ ฟิทช์ ชี้ว่าความเสี่ยงที่ประเทศหนึ่งๆ จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ สามารถพินิจพิเคราะห์ได้จากระดับการเปิดกว้างทางการค้า และการนำอัตราการเติบโตในปี 2552 มาเทียบกับอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อนำตัวเลขดังกล่าวของแต่ละประเทศมาคำนวณพบว่า มาเลเซีย มองโกเลีย และไทย มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับแรงช็อกจนกระทบต่อการเติบโตของประเทศ เพราะเป็นประเทศที่มีการเปิดกว้างทางการค้ามากที่สุด

คำเตือนดังกล่าวนับได้ว่าเป็นข่าวร้ายต่อเนื่องสำหรับไทยที่เพิ่งจะประสบพบเจอกับเหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ที่สร้างความเสียหายกระทบเป็นวงกว้าง ถึงขั้นที่ลากเอาผู้ประกอบการและนักลงทุนชาวต่างชาติให้มาสำลักน้ำร่วมกับคนไทย

ขณะนี้บริษัทห้างร้าน หรือแม้กระทั่งนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างออกมาทยอยเปิดเผยตัวเลขความเสียหายกันทั่วหน้า โดยที่เจ็บตัวได้หนักที่สุดและดังที่สุดคงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ที่ประเทศไทยถือเป็นศูนย์ใหญ่ เพราะมีสัดส่วนสูงถึง 40% ของการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ทั่วโลก จนผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหลายราย เช่น เอเซอร์ หรือเอชพี ต่างก็ออกมาประกาศว่าราคาคอมพิวเตอร์ต้องมีการปรับราคาให้แพงขึ้นในช่วงปลายปีนี้ เหตุเพราะการขาดแคลนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เนื่องจากโรงงานผลิตโดนน้ำท่วม

นอกจากนี้ ในกรณีที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญหน้ากับภาวะเสื่อมถอยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และไทย คือประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่จะอยู่ในสถานะเสี่ยงที่สุดที่จะได้รับผลกระทบจากความถดถอยทางเศรษฐกิจโลก ในบรรดาประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน

สาเหตุหลักๆ นอกจากเป็นเพราะการเปิดบ้านต้อนรับเศรษฐกิจโลกมากเกินไปจนไม่มีมาตรการมารองรับป้องกัน แล้วนโยบายทางการเงินที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศตนเองก็มีข้อจำกัดในการใช้

ฟิลิป แมคนิโคลาส นักวิเคราะห์ของฟิทช์ ระบุว่า ข้อจำกัดที่จะทำให้ไม่สามารถนำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ได้ก็คือ ปริมาณหนี้สาธารณะที่มีสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

ทั้งนี้ หนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญก็คือ การกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายภายในประเทศ ไม่ว่าจะด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย เพิ่มค่าจ้าง หรือให้สิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นวิธีการใด ก็หนีไม่พ้นเป็นการสร้างหนี้ให้กับผู้บริโภค ขณะที่ในสถานการณ์เดียวกันทำให้ภาคธนาคารต้องมีความระมัดระวังในการปล่อยกู้มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีสินทรัพย์ที่เป็นหนี้เสียเกินจำเป็น

ดังนั้น เมื่อหนี้สาธารณะภายในประเทศมีจำนวนที่สูงอยู่แล้ว วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวจึงไม่ควรนำมาใช้ หรือถ้าฝืนนำมาใช้ก็ไม่วายกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่จะเดินผิดพลาดซ้ำรอยกับยุโรปและสหรัฐ จนอาจมีจุดจบคล้ายคลึงกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมแล้ว ต้องยอมรับว่าภูมิภาคเอเชียยังอยู่ในขั้นที่เรียกว่า “เอาอยู่”

เพราะบรรดาผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก รวมทั้งฟิทช์ เรทติ้งส์ ต่างออกมายอมรับว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะเลวร้ายแค่ไหน แต่เอเชียจะยังคงยืนหยัดท้าทาย และสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง

สาเหตุหลักเป็นเพราะประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียมีการค้าที่แข็งแกร่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เหมาะสม และนโยบายเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น โดยเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตเมื่อปี 2552 หลายประเทศในเอเชียมีภูมิคุ้มกันพอที่จะป้องกันตนเองจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจในคราวนี้

ทั้งนี้ เมื่อเทียบสถิติตัวเลขออกมาแล้ว ประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตในฟากยุโรปและสหรัฐน้อยที่สุดก็คือ อินโดนีเซีย เนื่องจากมีจำนวนหนี้สาธารณะไม่มาก จนทำให้มีทางเลือกในการนำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ได้อย่างเหมาะสม

ขณะที่ในภาพรวมแล้ว ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศต่างๆ ในเอเชียยังถือได้ว่าอยู่ในขั้นพอดี ซึ่งตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าเอเชียมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรับมือกับแรงกระแทกจากวิกฤตเศรษฐกิจในงวดนี้ ยกเว้นศรีลังกาและอินเดียเท่านั้น ที่สภาพเศรษฐกิจของประเทศไม่มีเสถียรภาพที่แข็งแรงพอที่จะรองรับวิกฤตในครั้งนี้ได้ และกำลังปวดหัวอย่างหนักกับการพึ่งพาเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) มากจนเกินไป

เรียกได้ว่าแถลงการณ์ของฟิทช์ที่ออกมาในคราวนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับหลายๆ ประเทศในเอเชียให้พอหายใจโล่งได้เปลาะหนึ่ง และมีความมั่นใจที่จะเตรียมตัวรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกให้มากขึ้น

สำหรับประเทศไทยก็ยังคงต้องนับว่าเป็นข่าวดีอยู่ อย่างน้อยก็ในแง่ที่ว่าเป็นการกระทุ้งให้ผู้นำประเทศรู้ตัวและตื่นตัวเสียทีว่า อะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำ  

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก