
ตุ๋นเหยื่อน้ำท่วม มุขเก่าแต่ใช้ได้ผล
แม้ชาวบ้านจะเดือดร้อนจากพิษน้ำท่วม แต่"แก๊งคอลเซ็นเตอร์"ยังคงออกปฏิบัติการอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย
โดย...วัสยศ งามขำ
แม้ชาวบ้านชาวช่องจะเดือดร้อนจากพิษน้ำท่วมกันทั่วหน้า แต่ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่อาศัยพฤติกรรมชั่วต้มตุ๋นเหยื่อให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มไปยัง “บัญชีโจร” ยังคงออกปฏิบัติการอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย คราวนี้มาพร้อมกับ “มุขใหม่” หลอกเอาเงินจากผู้ประสบภัย ด้วยการต้มให้ไปลงทะเบียนรับเงินค่าชดเชยน้ำท่วมที่หน้าตู้ถอนเงินสด แต่ท้ายสุดเงินของเหยื่อละลายหายไปหมดบัญชี
อุทัย ภูวนันท์ อาจารย์สอนภาษาไทยของโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี เป็นหนึ่งในเหยื่อที่เจอเข้ากับตัวเอง เธอเล่าให้ฟังว่า เมื่อสองสัปดาห์ก่อนระหว่างที่อพยพตัวเองและครอบครัวจากบ้านพักย่านบางแค มาพักอาศัยหนีน้ำท่วมอยู่โรงเรียนที่สอนหนังสืออยู่ ก็ได้รับโทรศัพท์อ้างว่าติดต่อมาจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อสำรวจความเสียหายของผู้ประสบภัยน้ำท่วม จึงได้บอกรายการความเสียหายไป
จากนั้นปลายสายถามว่าได้ลงทะเบียนรับความช่วยเหลือหรือยัง จึงตอบไปว่ายัง เลยมีคำแนะนำให้ไปลงทะเบียนออนไลน์ที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อขอรับเงินชดเชยได้ทันที ในอารมณ์นั้นเธอไม่คิดว่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น จึงเดินไปทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทยหน้าโรงเรียน
มารู้ตัวอีกครั้งก็พบว่าเงินในบัญชีที่มีอยู่ราว 1.5 แสนบาท หายไปหมด จึงรู้ว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง เลยไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางบอน ให้ดำเนินการต่อไป
พ.ต.ท.ธีรพงศ์ นาคสุข พนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.บางบอน เจ้าของคดียอมรับทันทีว่า คดีนี้คนร้ายจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มากับชั้นเชิงใหม่ อาศัยช่วงที่ชาวบ้านกำลังวุ่นอยู่กับการอพยพหนีน้ำท่วม ต้มตุ๋นซ้ำซ้อนถือว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก เพราะปัจจุบันชาวบ้านทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดก็เดือดร้อน ทำให้มีเรื่องต้องใช้เงินมากอยู่แล้วจากการหาที่อยู่ทดแทนและซ่อมแซมบ้านพัก ไหนจะต้องระวังพวกตีนแมวหรือแก๊งแมวน้ำ แต่คนร้ายยังออกหากินซ้ำเติมชาวบ้านอีก
“เป็นวิธีการเดิมๆ ของพวกโจร เพียงแต่หลอกล่อด้วยคำพูดใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ จะถามเรื่องน้ำท่วมเป็นหลักแล้วหลอกให้ไปลงทะเบียนรับความช่วยเหลือผ่านตู้เอทีเอ็ม หากไม่ทันเกมเงินของเราก็จะถูกโอนไปทันที” พ.ต.ท.ธีรพงศ์ กล่าวถึงความแยบยลของแก๊งคนร้ายที่หลอกสูบเลือดเนื้อของผู้ประสบภัย
สำหรับคดีนี้ พ.ต.ท.ธีรพงศ์ กำลังประสานงานกับชุดสืบสวนเพื่อรวบตัวคนร้ายให้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะหากปล่อยไว้แก๊งคนร้ายก็จะลงมืออย่างต่อเนื่อง และอาจจะมีแนวโน้มที่จะมีผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้น เพราะชาวบ้านกำลังต้องการการชดเชยจากภาครัฐ และรัฐเองก็กำลังกระจายความช่วยเหลืออยู่ด้วยเป็นช่วงเดียวกันพอดี จึงทำให้วิธีการของคนร้ายมีความน่าเชื่อถือ
“วิธีการของคนร้ายจะเริ่มจากโทรศัพท์ไปสุ่มหาคนที่ประสบภัยน้ำท่วม จากนั้นก็จะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โทรศัพท์มาสำรวจความเสียหายว่าในบ้านมีทรัพย์สินอะไรเสียหายบ้าง มูลค่าความเสียหายประมาณเท่าไหร่ แก๊งคนร้ายจะประเมินความเสียหายให้สูงราว 35 แสนบาท จากนั้นเมื่อเห็นเหยื่อตายใจก็จะวกเข้าจุดจบโดยจะถามว่า เหยื่อได้ลงทะเบียนไว้หรือยัง หากยังไม่ลงทะเบียนก็ให้ไปลงทะเบียนได้ที่ตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุดทันที” พ.ต.ท.ธีรพงศ์ กล่าว
เมื่อไปยืนอยู่ที่หน้าตู้เอทีเอ็มโอกาสที่จะรอดจากการเป็นเหยื่อก็น้อยเต็มที เพราะแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะกระตุ้นให้เหยื่อกดโน่นกดนี่ กดไปมาอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถเห็นได้ทันท่วงทีว่า กำลังจะกดโอนเงินในบัญชีของคุณที่มีอยู่ไปให้กับแก๊งคนร้ายแล้ว และกว่าจะรู้ตัวว่ากลายเป็นเหยื่อหูโทรศัพท์ก็ถูกตัดสายทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว และเช่นเดียวกันเหยื่อไม่มีทางที่จะโทรศัพท์กลับไปยังหมายเลขนั้นได้อีกตลอดชีวิต
รู้แบบนี้แล้วก็ให้พึงระวัง โจรก็คือโจรไม่เคยปรานีใครไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน หากสบช่องวายร้ายเหล่านี้จะเช็กบิลเหยื่อทันที!!!







