
รู้จักปลัดกระทรวงคมนาคม
ย้อนดูเส้นทางชีวิตของ สุพจน์ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมผู้โด่งดังในชั่วข้ามคืนในฐานะปลัดกระทรวงที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ข้าราชการไทย
ย้อนดูเส้นทางชีวิตของ สุพจน์ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมผู้โด่งดังในชั่วข้ามคืนในฐานะปลัดกระทรวงที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ข้าราชการไทย
เขาเป็นลูกชายของนายถวัลย์นางพยุง ทรัพย์ล้อม เกิดเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2496 เริ่มต้นร่ำเรียนจากโรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา จากนั้นก็ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเซนต์จอห์น และด้วยความฉลาดรอบรู้ จึงสอบเข้าเรียนปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (วศบ.โยธา) และได้เรียนในหลักสูตรต่างๆ ในประเทศอีกเพียบ
จากนั้น สุพจน์ ได้เข้าสู่ชีวิตการทำงานโดยรับราชการครั้งแรกในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย 3 กรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และย้ายมาเป็นนายช่างโยธา 3 กองควบคุมการก่อสร้าง โครงการย่อม กรมชลประทาน สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
อยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ หลายปี เขาก็ย้ายข้ามฟากฝั่งถนนราชดำเนิน ไปสังกัดกระทรวงคมนาคม ในตำแหน่งวิศวกรออกแบบทาง กรมทางหลวง ระดับ 38 กองสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง ผู้อำนวยการกองฝึกอบรม กรมทางหลวง
ในช่วงนั้นเอง ประกายของสุพจน์ เริ่มฉายแววให้ผู้ใหญ่เห็นถึงความคล่องตัวและความเก่งกาจในการปฏิบัติงาน ทำให้ ศรีสุข จันทรางศุ ปลัดกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ได้โยกย้ายให้เขามาเป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวงคมนาคม จนทำให้เขาได้รู้จักทั้งข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองจำนวนมาก
จากการได้อยู่ใกล้ชิดนาย ก็ได้รับการถ่ายทอดความรู้และฝึกปรือวิธีการทำงานร่วมกับฝ่ายการเมืองอย่างลื่นไหล จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “มือขวา” ของ ปลัดกระทรวงคมนาคม
จากการที่ศรีสุข รักและเอ็นดูลูกน้องคนนี้เป็นพิเศษ ทำให้เส้นทางของสุพจน์ค่อนข้างสวยงามกับตำแหน่งรองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งซี 10 ในฐานะผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม
หลังจากนั้นเขาก็ได้รับการโยกย้ายเป็นเจ้ากรม ประเดิมด้วยการเป็นอธิบดีกรมทางหลวงชนบท และอธิบดีกรมทางหลวง ดูจากประวัติการทำงานของสุพจน์แล้ว ล้วนแต่ได้นั่งทำงานในตำแหน่งที่คนในกระทรวงคมนาคมมองว่าเป็นหน่วยงานเกรดเอ ทั้งสิ้น
การที่คนในกระทรวงคมนาคมจัดกรม เพราะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลงบประมาณการก่อสร้าง ซ่อมแซมทางปีละหลายหมื่นล้านบาท และยิ่งเมื่อก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวง ก็เป็นที่รู้กันดีในวงการว่าตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงคือแคนดิเดตปลัดกระทรวงคมนาคมคนต่อไป
เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงที่สุพจน์เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และขึ้นแท่นอธิบดีกรมทางหลวงชนบท อธิบดีกรมทางหลวง และปลัดกระทรวงคมนาคมนั้นรวดเร็วมาก ทำให้ข้าราชการที่อาวุโสกว่าหลายคนที่เป็นตัวเต็งปลัดกระทรวงคมนาคมอกหักไปตามๆ กัน อาทิ ชัยรัตน์ สงวนชื่อ เด็กในคาถาของ ปิยะพันธ์ จัมปาสุต อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม
และในช่วงที่ โสภณ ซารัมย์ อดีต รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนั้น สุพจน์มีบทบาทสำคัญอย่างมาก เป็นที่น่าเชื่อถือของหลายๆ ฝ่าย ด้วยบุคลิกที่คล่องแคล่ว จับประเด็นได้เร็ว แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที สนองนโยบายได้ดีเยี่ยม
อย่างไรก็ดี เส้นทางชีวิตราชการที่โรยด้วยกลีบกุหลาบของสุพจน์ ก็มีคนทั้งรักทั้งชัง
ฝ่ายที่ชื่นชมต่างเห็นว่า สุพจน์เป็นผู้บริหารที่มีความจริงจังและตั้งใจในการทำงาน เป็นคนละเอียดรอบคอบ
“อยากให้สังคมให้โอกาสนายสุพจน์ได้ชี้แจง ไม่ใช่เอาโจรมากล่าวหาปาวๆ เหมือนให้ผู้ร้ายมาประณามคนถูกทำร้าย และเชื่อว่าคนที่เป็นถึงปลัดกระทรวงคมนาคมคงไม่บ้องตื้นเก็บเงินสดไว้ที่บ้าน เรื่องนี้กระบวนการสอบสวนควรให้ความยุติธรรม”
ฝ่ายที่ชังก็เห็นว่า การร่ำรวยผิดปกติของสุพจน์เป็นเรื่องที่ควรจะต้องสอบสวน
“นายสุพจน์ ไม่ใช่ลูกนักธุรกิจใหญ่ ไม่ใช่ลูกเขยกลุ่ม ซีพี ไม่ใช่ลูกหลานกลุ่มแม่โขง จึงไม่แปลกที่จะมีคนตั้งข้อสังเกตว่า ร่ำรวยมาจากไหน เหตุใดจึงมีเงินกองใหญ่ ลูกเขยรวยแค่ไหน ไม่มีใครทราบ ดังนั้น คำแก้ตัวที่บอกว่าเป็นเงินสินสอดและยังไม่ได้นับจึงไม่น่าเชื่อถือ”
ว่ากันว่า ระหว่างที่สุพจน์เข้ามารับราชการในส่วนวิศวกรออกแบบของกรมทางหลวงนั้น มีข่าวลือหนาหูว่าแบบของกรมทางหลวงหลุดไปถึงนักค้าที่ดินทั้งหลาย ได้รู้ถึงแนวที่ดินที่จะมีถนนตัดผ่าน รวมถึงมีเรื่องที่หลายฝ่ายกังขา ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่บางซื่อ และการปรับฐานราก โดยมีบริษัทผู้รับเหมารายใหญ่ 2 ราย หนุนอยู่ข้างหลัง
ขณะเดียวกันได้เร่งรัดลงนามโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพงบางแค และช่วงบางซื่อท่าพระ ทั้ง 5 สัญญา ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยคำสั่งให้ลงนามว่าจ้างผู้รับเหมาเดือน ก.พ. 2554 และให้เริ่มงานเดือน เม.ย. 2554 จึงเป็นเส้นตายที่หลายคนส่ายหน้า เพราะสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยังไม่ได้กู้เงิน ประกอบกับแผนการทำงานและรับเงินงวดแรกๆ จะตรงกับช่วงประกาศและเลือกตั้งใหม่เดือน มิ.ย.ก.ค. 2554 พอดิบพอดี ทำให้มีการลือกันว่ามีเงินหมุนเวียนในเรื่องนี้ถึง 10% หรือ 5,000 ล้านบาท
สำหรับผลงานที่โดดเด่นของสุพจน์นั้น เริ่มตั้งแต่สมัยนั่งอธิบดีกรมทางหลวง ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 302 สายบางใหญ่แคราย ส่วนที่ 2 (สะพานพระนั่งเกล้า) โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 3 โครงการบำรุงรักษาทางหลวงตามงบประมาณไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 797 โครงการ งบประมาณ 10,052 ล้านบาท และโครงการบูรณะทางหลวงสายหลัก 6 โครงการ งบประมาณ 448 ล้านบาท โครงการทางหลวงชุมชนปี 2552 จำนวน 51 ชุมชน งบประมาณ 700ล้านบาท
ทั้งหมดนี้ ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาและร่ำลือกันในหมู่ผู้รับเหมาและข้าราชการกระทรวงคมนาคม จึงเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ควรสืบค้นข้อเท็จจริงมาเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้อย่างกระจ่างว่าเกิดอะไรขึ้น มีการกระทำผิด เกิดการคอร์รัปชันจริง หรือเป็นการใส่ร้ายป้ายสีของพวกที่ต้องการดิสเครดิตสุพจน์ ตามที่เขาร้องขอความยุติธรรม
เพราะการโยกย้ายสุพจน์โดยที่ยังไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริง นอกจากจะเป็นการหยามเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แล้ว ยังเป็นการดับอนาคตการทำงาน และอนาคตที่จะก้าวไปสู่การเป็นนักการเมืองระดับชาติด้วย







