posttoday
พักหนี้ อันตราย ทำร้ายคนผ่อนดีหมดกำลังใจ

พักหนี้ อันตราย ทำร้ายคนผ่อนดีหมดกำลังใจ

18 พฤศจิกายน 2554

โครงการพักหนี้รายย่อยไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลสัญญาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง

โครงการพักหนี้รายย่อยไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลสัญญาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง

โดย...ทีมข่าวการเงิน

โครงการพักหนี้รายย่อยไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลสัญญาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง ถือโอกาสคลอดออกมาช่วงน้ำลดหวังใช้เป็นมาตรการเสริมช่วยแบ่งเบาภาระให้กับผู้ถูกน้ำท่วมอีกช่องทางหนึ่ง ให้ผ่อนหนักเป็นเบา

สาระสำคัญของการพักหนี้จะต้องเป็นลูกหนี้สถาบันการเงินรัฐ 6 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) ที่กู้เงินเพื่อการประกอบอาชีพ จัดหาที่อยู่อาศัย

ดูดี เพราะจัดให้ตามสัญญาประชาคม

แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า ไม่เป็นเช่นนั้น

1. ลูกหนี้ที่จะพักหนี้ ต้องเป็นหนี้รวมกันทุกแห่งไม่เกิน 5 แสนบาท

2. ยังถูกล็อกไว้ด้วยว่า ลูกหนี้ต้องเป็นผู้อยู่ในระบบภาษีของกรมสรรพากร

3. ต้องเป็นหนี้เสียเท่านั้น

ลูกหนี้ดีทั่วประเทศกินแห้ว หมดสิทธิ เพราะไม่เข้าเงื่อนไขการพักหนี้ของรัฐบาลปูแดง

ลูกหนี้ที่ผ่านคุณสมบัติจะได้พักชำระหนี้ ทั้งไม่ต้องส่งเงินต้น และหยุดคิดดอกเบี้ยให้ 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2554 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2557

รัฐบาลกางบัญชีแล้วพบว่า มีลูกหนี้เข้าข่ายพักหนี้ 775,090 บัญชี คิดเป็นมูลหนี้90,502 ล้านบาท โดยต้องใช้เงินงบประมาณชดเชยให้กับสถาบันการเงินของรัฐ6 แห่ง จำนวน 12,406 ล้านบาท

ประโยชน์แรกของโครงการนี้หนีไม่พ้นรัฐบาลได้หน้าทำตามสัญญาหาเสียงไว้ โดยใช้เงินภาษีของประเทศที่มีอยู่จำกัดไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

โดยงบประมาณที่ใช้นี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า แบ่งเป็นชดเชยค่าดอกเบี้ย (4% ต่อปี) ประมาณ 10,860 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายอบรมฟื้นฟูอาชีพ 1,279 ล้านบาท

และค่าประชาสัมพันธ์ 266 ล้านบาท

โปรดอย่าสงสัยและตั้งข้อสังเกตเด็ดขาดว่า เป็นการตั้งงบประชาสัมพันธ์ที่มีการตั้งไว้เป็นจำนวนสูงจะเป็นช่องทางรั่วไหลให้พวกพ้องฝ่ายการเมือง เพราะรัฐบาลเขาตั้งใจจัดให้คนที่ลงคะแนนเสียง

คนที่ได้ประโยชน์อีกรายไปเต็มๆ คือ ลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย คนเหล่านี้จะได้ลืมตาอ้าปาก ไม่ต้องจ่ายต้นและยังลดดอกได้อีก และยังมีเงินฝึกเสริมอาชีพเพิ่มรายได้ในอนาคตได้อีก

อย่างไรก็ตาม นโยบายพักหนี้ของรัฐบาลก็มีปัญหาว่า ถ้าทำเฉพาะลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย จะเป็นการช่วยลูกหนี้เสียจนเคยตัว ทำให้ระบบการเงินมีปัญหาได้ในอนาคต จนทำให้รัฐบาลต้องหาเงินภาษีมาชดเชย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทุนแบงก์ไปอุดความเสียหาย

พักหนี้ อันตราย ทำร้ายคนผ่อนดีหมดกำลังใจ

หรือว่ารัฐบาลต้องออกนโยบายพักหนี้ทุกปี ใช้เงินภาษีปีละเป็นหมื่นล้านบาทมาอุ้มกลุ่มพวกหนี้เสียอยู่ร่ำไป

ต้องไม่ลืมว่า การที่รัฐบาลช่วยกลุ่มหนี้เสียมาโดยตลอดเวลา จะส่งผลทางตรงให้ลูกหนี้ดีขาดวินัย กลายเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะคิดว่าปล่อยให้เสีย สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องมาช่วยพักหนี้

กลายเป็นว่า พวกลูกหนี้ดี ผ่อนตรง มีวินัย แต่ชักหน้าไม่ถึงหลัง กลับไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้พักหนี้ ไม่ได้ลด

ต้องควักเงินในกระเป๋าที่มีอยู่น้อยนิดมาจ่ายดอกเบี้ยเต็มจำนวนอยู่ตลอดเวลา

อย่ากระนั้นเลยพี่น้องเอ๋ย มาร่วมกันชักดาบเพื่อเป็นหนี้เสียกันเถอะ!!!

ถึงบอกว่าการพักหนี้ให้กับกลุ่มหนี้เสียผ่อนไม่ไหวจึงเป็นอันตราย กลายเป็นดาบสองคมที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างมีเหตุผลทางสังคม เศรษฐกิจเป็นสำคัญ ไม่ใช่สักแต่ทำเพื่อหาเสียงเป็นหลัก ถึงเวลาเลือกตั้งทีก็ประกาศพักหนี้ที ทำงานไปคะแนนนิยมตกคิดอะไรไม่ออก ก็ขุดมาตรการพักชำระหนี้ขึ้นมากระตุกคะแนนนิยม ถือว่าไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ใช้เงินภาษีไม่คุ้มค่า

ตั้งแต่ปี 2544 ที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการประกาศโครงการพักหนี้เกษตรกรเป็นเวลา 3 ปี สร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลเป็นอย่างมาก แต่อีกด้านก็เป็นยาเสพติดทั้งนักการเมืองที่เป็นผู้ให้และลูกหนี้ที่เป็นผู้ได้รับ

หลังจากนั้นจะพบว่า โครงการพักหนี้ แก้หนี้ ล้างหนี้ ลงทะเบียนแก้หนี้ จะมีออกอยู่ตลอดเวลาเหมือนดอกเห็ดที่เกิดขึ้นชุกในช่วงหน้าฝน

วันไหนรัฐบาลทิ้งช่วง ลูกหนี้ก็รวมตัวกันมากดดันรัฐบาลให้พักหนี้ให้บ้าง ล้างหนี้ให้บ้าง

สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ต้องใช้เงินภาษีของประเทศไปโปะความเสียหายให้กับคนกลุ่มนี้

กรณีของลูกหนี้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรสมัยของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะลูกหนี้มีการรวมตัวกดดันรัฐบาลอยู่ตลอด จนต้องยอมล้างหนี้ให้เกษตรกรถึง 50%

แต่ปัญหาไม่ได้จบ เพราะเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรก็อยากได้ด้วย ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องยอมให้ เพื่อไม่ให้เกิดสองมาตรฐาน และตัดปัญหาให้พ้นตัวรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การพักหนี้นี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ แต่รัฐบาลต้องทำเป็นการเฉพาะกิจที่จำเป็นจริงๆ เช่น น้ำท่วม เจอภัยธรรมชาติต่างๆบ้านเรือนสินทรัพย์เสียหาย นาไร่ล่ม พืชผลเกษตรเสียหายจนไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพ เพราะทำไม่ได้เป็นการชั่วคราว

ลักษณะดังกล่าว รัฐบาลควรจะออกมาตรการพักหนี้ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ถ้าทำแบบนี้ก็คงไม่มีใครว่า เพราะเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดการณ์หรือสุดวิสัยจะควบคุมได้

การพักหนี้เช่นนี้ จะเสียเงินภาษีเท่าไร ผู้เสียภาษีก็คงยินดี ไม่มีใครด่า

อย่างกรณีน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รัฐบาลควรอย่างยิ่งที่จะพักหนี้ผู้ที่ได้รับความเสียหายได้รับผลกระทบโดยตรง เชื่อว่าไม่มีใครกล้าว่า กล้าวิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่ควรทำ เพราะเป็นการเฉพาะกลุ่มที่สมเหตุสมผล ถูกกาลเทศะ

แต่การที่รัฐบาลพักหนี้ด้วยเหตุผลอื่น โดยเฉพาะทำเพราะได้หาเสียงไว้อย่างที่คลอดออกมาล่าสุด ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ ควรหยุดพอเสียทีกับการทำที่ได้ไม่คุ้มเสียเช่นนี้

การที่รัฐบาลมุ่งเน้นช่วยแต่ลูกหนี้เสียเพียงกลุ่มเดียวตลอดเวลาไม่รู้จบ ทำให้บั่นทอนกำลังใจลูกหนี้ดี ที่มีมากกว่าลูกหนี้เสียอยู่มาก ส่งผลให้ลูกหนี้ดีไม่อยากทำดี เพราะเห็นคนทำไม่ดีกลับได้ดี ได้หยุดพักต้นหยุดคิดดอกเบี้ยอยู่ร่ำไป

ท้ายที่สุดก็กลายเป็นจุดเสี่ยงของระบบสถาบันการเงินรัฐทั้งระบบ เพราะในที่สุดคนในประเทศนี้ก็พาเหรดกันชักดาบดีกว่า...

หากรัฐบาลจะยังพักหนี้ให้กับกลุ่มหนี้เสียก็ไม่ควรมองข้ามลูกหนี้ดีที่ควรได้รางวัล ไม่แพ้ลูกหนี้ไม่ดี เพื่อเป็นกำลังใจกับลูกหนี้ดีทำดีต่อไป เป็นการรักษาระบบการเงินโดยรวม การช่วยลูกหนี้ไม่ดี หยุดคิดดอกเบี้ยปีละ 4% เป็นเวลา 3 ปี

รัฐบาลก็ควรจัดให้ลูกหนี้ที่ดีในระดับที่ไม่น้อยกว่านี้ด้วยเช่นกัน

ปัญหาก็อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะมีเงินภาษีไปโปะให้แบงก์รัฐหรือไม่ เพราะจากยอดหนี้เสีย 775,090 บัญชี คิดเป็นมูลหนี้ 90,502 ล้านบาท หรือ 5.76% ของมูลหนี้คงค้างทั้งหมดของสถาบันการเงินทั้ง 6 แห่ง ต้องใช้เงิน 12,406 ล้านบาท

ลองคิดดูว่า หากทำทั้งระบบรัฐบาลต้องใช้เงินภาษีโปะถึง 2.5 แสนล้านบาท ให้กับสถาบันการเงินของรัฐ รัฐบาลจะหาเงินมาสร้างความเป็นธรรมให้กับลูกหนี้ทั้งระบบได้หรือไม่

หากไม่ได้ รัฐบาลก็ควรหยุดโครงการพักหนี้ ที่ยิ่งนานวันยิ่งเป็นอันตรายกับวินัยของลูกหนี้และระบบการเงินโดยรวมมากขึ้น

การให้แบบประชานิยมต้องยอมรับว่า ต้องให้มากขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด วันนี้พักหนี้ให้รายละไม่เกิน 5 แสนบาท วันหน้าก็ต้องพักหนี้ให้รายละไม่เกิน 6 แสนบาท 7 แสนบาท ไปจนถึง 1 ล้านบาท

วันนี้ รัฐบาลช่วยแต่คนที่เป็นหนี้เสียที่มีอยู่หยิบมือ 5-10% วันข้างหน้าลูกหนี้ดี 90-95% ก็จะทำตัวเป็นหนี้เสีย เพื่อที่จะได้รับการพักหนี้

สุดท้ายรัฐบาลก็หนีไม่พ้นต้องจัดหาเงินเป็นแสนล้านบาทมาโปะความเสียหาย ลุกลามทำการเงินการคลังของประเทศพังทั้งระบบได้

ไม่เชื่อคอยดูกันได้...  

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก