
ฮือรื้อบิ๊กแบ็กแยก ทอ.เพิ่ม
ที่ประชุมระหว่างคณะทำงานจัดการน้ำศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
ที่ประชุมระหว่างคณะทำงานจัดการน้ำศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
และตัวแทนกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 16 พ.ย. สรุปว่าไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องของประชาชนประมาณ 200 คน จากหมู่บ้านแอนเน็กซ์ หมู่บ้านการ์เด้นท์โฮม ชุมชนจามร และอีกหลายชุมชนบริเวณใกล้เคียงที่ได้รวมตัวกันร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากแนวคันกั้นน้ำบิ๊กแบ็กช่วงแยกกรมควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ (คปอ.) กองทัพอากาศ (ทอ.) หลังจากเมื่อช่วงบ่ายประชาชนกลุ่มดังกล่าวได้เข้ารื้อบิ๊กแบ็กออกประมาณ 5 ม. พร้อมได้ต่อรองให้เจ้าหน้าที่รื้อแนวคันกั้นออกประมาณ 10 ม. เนื่องจากน้ำได้ท่วมขังมากว่า 3 สัปดาห์ และต้องทนอยู่ในสภาพน้ำเน่าเหม็น
พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 และ พ.ต.อ.หาญ เลิศทวีวิทย์ ผู้กำกับการ สน.สายไหม ซึ่งได้เข้าเจรจากับชาวบ้าน ระบุว่า ไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ ชาวบ้านได้รื้อบิ๊กแบ็กออก 2 จุด ทำให้น้ำไหลในลักษณะฝายน้ำล้นเป็นระยะ 8 ม. และทำให้น้ำทะลักลงถนนพหลโยธินมุ่งหน้าโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษก ศปภ. กล่าวว่า ชาวบ้านอ้างว่าน้ำท่วมบ้านระดับ 2 ม. แต่คงเปิด 10 ม. ไม่ได้ เพราะน้ำจะไหลเข้าพื้นที่ กทม.มากขึ้น ทาง ศปภ.จึงจะส่งคณะทำงานเข้าเจรจากับชาวบ้านอีกครั้งในวันที่ 17 พ.ย.นี้ เวลา 11.00 น. โดยจะขอทำเป็นฝายน้ำล้นเช่นเดียวกับฝั่งถนนวิภาวดีรังสิต
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในเขต กทม. ณ วันที่ 16 พ.ย. มีทั้งพื้นที่น้ำเริ่มลด พื้นที่น้ำทรง และพื้นที่เฝ้าระวัง โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ได้ประกาศแจ้งเตือนพื้นที่เฝ้าระวังในพื้นที่บางส่วนแขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ เตรียมตัว เนื่องจากน้ำเหนือไหลเข้าคลองแสนแสบและคลองย่อยอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ คลองบ้านม้า 2 คลองหัวหมากน้อย และคลองลำสาลี ซึ่งจะทำให้ 8 ชุมชนได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย ชุมชนวังใหญ่ ชุมชนวังโสม ชุมชนสามัคคีพัฒนา ชุมชนลำสาลี ชุมชนลำสาลีพัฒนา ชุมชนหมู่บ้านอยู่สบาย ชุมชนมัจฉา และชุมชนประชาร่วมใจ
ทั้งนี้ พื้นที่น้ำท่วมขัง ได้แก่ ซอยโยธินพัฒนา 3 เขตบางกะปิ น้ำสูง5 ซม. ถนนนวมินทร์ 50 ซม. เขตบึงกุ่ม 20 ซม. ถนนนวมินทร์ 68 น้ำสูง 15 ซม. หมู่บ้านปัฐวิกรณ์ นวมินทร์ 72 น้ำสูง 15 ซม. ถนนนวมินทร์ 74 น้ำสูง 25 ซม. ถนนลาดพร้าววังหิน น้ำสูง 30 ซม. แยกวังหิน น้ำสูง 22 ซม. ถนนนิมิตรใหม่ขาเข้าขาออกมีน้ำท่วมตลอดสายระดับ 3040 ซม. ถนนนาวงประชาพัฒนาน้ำท่วมตลอดสายระดับน้ำ 50 ซม. บริเวณบริษัท ปตท. ระดับน้ำถนนวิภาวดีรังสิตขาออกลดลงเหลือเพียง 10-15 ซม. ส่วนซอยวิภาวดีรังสิต 11 ซึ่งเป็นที่ตั้ง ศปภ.ไม่มีน้ำท่วมแล้ว
บริเวณแยกวัดเสมียนนารีระดับน้ำ 20-30 ซม. ถนนสายไหมน้ำท่วมขังตลอดสายระดับ 40-50 ซม. ถนนรามอินทราเปิดการจราจรตั้งแต่ถนนรามอินทรา กม.2กม.8 ระดับน้ำ 10-20 ซม. ถนนโลคัลโรดช่วงหลักสี่และดอนเมืองลดลง 20-30 ซม. ถนนสรงประภาระดับน้ำลดลงเหลือประมาณ 60 ซม. ถนนกรุงเทพกรีฑาน้ำเริ่มลดลง
ชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินมาตรการลดปริมาณน้ำเหนือมาต่อเนื่องและได้แบ่งพื้นที่การบริหารจัดการน้ำฝั่งตะวันตกออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย พื้นที่ทุ่งเจ้าเจ็ดบางยี่หน ทุ่งพระยาบันลือ และทุ่งพระพิมล โดยจะใช้อาคารบังคับน้ำและคลองสายต่างๆ ชะลอน้ำในแต่ละพื้นที่ไว้ไม่ให้ไหลออกสู่พื้นที่ใกล้เคียง และจะระบายน้ำออกจากพื้นที่ออกแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน ซึ่งจะทำให้น้ำท่วมจะค่อยๆ ลดลง โดยคาดว่าสัปดาห์แรกของเดือน ธ.ค.นี้ ระดับน้ำจะลดลงชัดเจนและสามารถใช้ถนนสายหลักได้ตามปกติ
“หลังจากวันที่ 17 พ.ย.นี้ไปแล้วอิทธิพลน้ำทะเลจะลดระดับลง กรมชลประทานจะเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้ได้มากที่สุด ขณะที่จุดลุ่มต่ำจะติดเครื่องสูบน้ำช่วยสูบน้ำออกโดยเร็วที่สุด” ชวลิต ระบุ
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่แบ่งออกได้ดังนี้ 1.พื้นที่โครงการในทุ่งเจ้าเจ็ดบางยี่หน มีปริมาณน้ำทางตอนบนไหลเข้าสู่พื้นที่ในปริมาณ 396 ล้าน ลบ.ม.ต่อวินาที แบ่งเป็นไหลสู่ด้านตะวันตก 132 ล้าน ลบ.ม.ต่อวินาที ด้านตะวันออก 264 ล้าน ลบ.ม.ต่อวินาที โดยยังมีปริมาณน้ำค้างทุ่งประมาณ 860 ล้าน ลบ.ม.ลดจากเมื่อวันก่อนนี้ 13 ล้าน ลบ.ม.
2.พื้นที่ทุ่งพระยาบันลือมีปริมาณน้ำไหลเข้า 254 ล้าน ลบ.ม.ต่อวินาที มีปริมาณน้ำค้างทุ่ง 950 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 10 ล้าน ลบ.ม. 3.พื้นที่ทุ่งพระพิมลมีปริมาณน้ำเข้า 151 ล้าน ลบ.ม.ต่อวินาที มีปริมาณน้ำค้างทุ่ง 610 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 5 ล้าน ลบ.ม. ที่เหลือเป็นพื้นที่ก่อนน้ำจะไหลลงสู่ทะเลผ่านแม่น้ำท่าจีนและคลองมหาชัยสนามชัย จ.สมุทรสาครมีปริมาณน้ำค้างในพื้นที่ 113 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นจากก่อนนี้ 3 ล้าน ลบ.ม.
ทั้งนี้ คณะทำงานด้านการระบายน้ำลงทะเล ระบุว่า สาเหตุที่การระบายน้ำฝั่งตะวันตกไหลลงช้า เนื่องจากมีขยะและสิ่งกีดขวางบริเวณสถานีสูบน้ำจำนวนมาก จึงได้เสนอนายกรัฐมนตรีให้เพิ่มเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบ เพื่อให้ระดับน้ำด้านในประตูน้ำลดลงวันละ 10 ซม. ซึ่งหากทำได้จะทำให้ฝั่งธนบุรีพ้นวิกฤตภายใน 15-20 วัน
ด้าน อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการคณะทำงานบริหารจัดการน้ำในพื้นที่สาธารณภัยร้ายแรง ศปภ. ระบุว่า จะไม่มีน้ำก้อนใหม่เข้ามาเติมในพื้นที่ กทม.อีก มีเพียงปริมาณน้ำเดิมที่ยังคงค้างอยู่ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี รวมถึงพื้นที่ กทม.ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกเท่านั้น โดยปริมาณน้ำด้านเหนือพื้นที่ กทม.จะค่อยๆ ลดลง และจะไปเพิ่มสูงขึ้นด้านใต้แทน แต่น้ำจะไม่ท่วมถนนพระราม 2 หรือหากจะท่วมก็ไม่ท่วมทั้งสาย ยกเว้นพื้นที่พระราม 2 ซอย 69 น้ำอาจท่วมนาน 23 อาทิตย์
อานนท์ กล่าวด้วยว่า ภายหลังฝั่งตะวันตกมีการระบายน้ำได้ช้า ที่ประชุมคณะจึงจะจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปดูการสูบน้ำว่าพื้นที่ไหนต้องเร่งสูบน้ำออก เพื่อไม่ให้ท่วมขังนานซึ่งกำลังดูว่าจะไปในพื้นที่ใดบ้าง
เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม มูลนิธิอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร กล่าวว่า ขอให้คนพื้นที่ กทม.ชั้นใน นอนหลับฝันดีได้เลย เพราะน้ำจะไม่เข้าท่วมแล้วแน่นอน







