การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
...อนุรักษ์ นิยมเวช
เมื่อพิจารณาจากสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย จะพบว่าตั้งอยู่ในเขตร้อน มีความสมบูรณ์ และความหลากหลายของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ และการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณคาบสมุทร มีพื้นที่แนวชายฝั่งทะเลความยาว 2,815 กิโลเมตร และทะเลไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 350,000 ตารางกิโลเมตร จึงมีทรัพยากรและระบบนิเวศที่สำคัญประกอบด้วยป่าชายหาด ป่าชายเลน ปะการัง หญ้าทะเล น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โดยมีประชากรกว่า 13 ล้านคน ในจังหวัดชายฝั่งทะเล มีวิถีชีวิตและความเป็นอยู่พึ่งพาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชายฝั่งและทะเลโดยตรง จากการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ที่ผ่านมา ทำให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเสื่อมโทรมของทรัพยากร การบริหารจัดการและการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ยังขาดประสิทธิภาพทั้งทางด้านการควบคุมการใช้ประโยชน์และการปกป้องดูแลรักษาที่ดี ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา กลายเป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรังของประเทศ
หากนับตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งถูกนำไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศมาเป็นเวลานาน แต่ยังขาดการจัดระบบและกลไกในการจัดการดูแลทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน จนกระทั่งปัจจุบันความต้องการในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มีเพิ่มมากขึ้น จนเกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัญหาการจับสัตว์น้ำเกินกำลังการผลิตของทะเล การใช้เครื่องมือประมงบางประเภทและการใช้วิธีการทำประมงบางวิธีที่สามารถทำลายสัตว์น้ำทุกชนิด ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระเบิด ใช้ยาเบื่อ อวนลาก อวนรุน เครื่องมืออวนตาถี่ ซึ่งส่งผลกระทบถึงความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ ปัญหาการใช้พื้นที่ป่าชายเลนเป็นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเพาะเลี้ยงกุ้ง ซึ่งการเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดอย่างหนาแน่นอาจก่อให้เกิดมลภาวะต่อทะเลทั้งจากสารอินทรีย์ที่ใช้เป็นอาหารสัตว์น้ำ และสารเคมีที่ใช้ในการเพาะเลี้ยง ตลอดจนการเลี้ยงที่ขาดความรับผิดชอบ เช่น การฉีดน้ำยาล้างบ่อกุ้งลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ จะส่งผลต่อการทำลายสัตว์น้ำชายฝั่งอย่างรุนแรง ปัญหาการกัดเซาะของชายฝั่ง สาเหตุเกิดมาจากการพัฒนาและใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งขาดมาตรการที่รอบคอบ ขาดความรับผิดชอบ และไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการก่อสร้างชายฝั่งและสิ่งล่วงล้ำลำน้ำซึ่งเป็นสาเหตุ 90% ของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยปีพ.ศ. 2549 ของธนาคารโลกระบุว่า การกัดเซาะชายฝั่งเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ที่แนวชายฝั่งของไทยหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับการกัดเซาะในอัตรามากกว่า 15 เมตรต่อปี หากคิดอัตราสูญเสียพื้นดินโดยรวมแล้วจะอยู่ที่ 2 ตารางกิโลเมตรต่อปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 6,000 ล้านบาท ปัญหามลภาวะทางทะเล ซึ่งเกิดจากการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมชายฝั่ง ท่าเทียบเรือ และการขุดเจาะปิโตรเลียมในทะเล การขนถ่ายน้ำมันในทะเลและการรั่วไหลของน้ำมัน ปัญหาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ยังขาดการทำงานร่วมแบบบูรณาการ การบังคับใช้กฎหมายขาดความจริงจัง และมีการปฏิบัติที่แตกต่าง
จะเห็นได้ว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากระบบบริหารจัดการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และการบริหารจัดการยังไม่มีเอกภาพ ขาดการบูรณาการ ดังนั้นวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะต้องเริ่มจากการจัดให้มีการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างสมดุล พอเพียง และยั่งยืน และมีการจัดการบริหารทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างเป็นระบบ แบบแผน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างความร่วมมือ และการเชื่อมโยงการดำเนินการร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยแบ่งแยกภารกิจที่ชัดเจนระหว่างกรมประมงกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยให้ชุมชนเป็นหลักในการวางแผนและดำเนินการตามแผน เพื่อให้เกิดการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่เสื่อมโทรม มีการใช้มาตรการทางกฎหมาย และระเบียบต่างๆ อย่างเหมาะสม ในปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาและการควบคุมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอยู่หลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งกฎหมายเหล่านี้อยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ทำให้เกิดความไม่คล่องตัวในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะเพื่อให้การควบคุมดูแล การอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์และการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาวาระที่ 1 และอยู่ในขั้นตอนที่จะพิจารณาวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ของสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นหากร่างพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ก็จะช่วยสร้างกลไกความคล่องตัวในการบริหารจัดการและจัดตั้งคณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ตั้งแต่คณะกรรมการระดับจังหวัดจนถึงระดับท้องถิ่นให้มีการดำเนินงานร่วมกันแบบบูรณาการ กำหนดกรอบมาตรการควบคุมไม่ให้กระทำการอันเป็นการบุกรุกทำลายทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งการกำหนดโทษทางอาญาและความรับผิดชอบทางแพ่งและมาตรการบังคับทางปกครอง
อย่างไรก็ตาม การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้นั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชน ชุมชน เพื่อให้การดำเนินงานบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ และสำเร็จผลตามแนวทางที่วางไว้ สำหรับแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐกับประชาชนนั้น ต้องให้ความรู้กับประชาชนเพื่อสร้างจิตสำนึกให้มีความรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะให้ทราบถึงประโยชน์และผลดีของการอนุรักษ์ทรัพยากร รวมทั้งการเสียประโยชน์และผลเสียของการขาดแคลนทรัพยากร เปิดโอกาสให้ประชาชน เอกชน องค์กรที่เกี่ยวข้องได้พบปะพูดคุย ประชุม ปรึกษาหารือ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ตลอดจนร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการ นอกจากนี้ควรให้มีการจัดตั้งชุมชนชายฝั่ง และหาแนวทางร่วมระหว่างผู้มีส่วนได้เสียในชุมชนเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกันในชุมชนท้องถิ่น การกำหนดนโยบาย พื้นที่ดำเนินการ และระบบนิเวศวิทยา เกิดกระบวนการรับฟังซึ่งกันและกันของคนในชุมชนต่อไป จะเห็นได้ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมสร้างหลักเกณฑ์ในการอนุรักษ์จะช่วยทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรประสบผลสำเร็จ และหลักเกณฑ์นำมาใช้ได้จริงโดยที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ ความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีบทบาทสำคัญในด้านการดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพราะลำพังเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างเดียวคงไม่สามารถดูแลรักษาแหล่งทรัพยากรได้เป็นผลสำเร็จ และเชื่อว่าการดูแลทรัพยากรธรรมชาติเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะรักษาไว้ให้ลูกหลานของพวกเราในอนาคต


