
ทิศทางประเทศไทย ฉบับทีดีอาร์ไอ
8...พรสวรรค์ นันทะ
โฟกัสการเมืองและเศรษฐกิจไทยวันนี้ ทุกสายตาพุ่งไปที่
“ดีเดย์” 26 ก.พ. 2553บางคนบอกว่าเป็นวันที่ประเทศไทยจะมีความชัดเจน...
บ้างบอกว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความรุนแรง...
ในมุมมองของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เห็นว่าเศรษฐกิจยังถูกจองจำจากปัญหาการเมือง
หยุดเดินไม่ได้ แต่ไปข้างหน้าก็ไม่ไหว...
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ภาวะความเสี่ยงจากสถานการณ์นี้ยากจะคาดเดา แต่ก็เชื่อว่าจะไม่มีเหตุรุนแรงอะไร ผ่านไปได้ แต่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือป้องกันความรุนแรง
ไม่เฉพาะในส่วนของหน่วยงานราชการ หรือความมั่นคงเท่านั้น ต้องมีการขอความร่วมมือจากเอกชนในภาคส่วนต่างๆ ด้วย เพื่อดูแลความปลอดภัยให้ครอบคลุมมากที่สุด
การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรง โดยยึดเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว นักธุรกิจต่างชาติ หรือประชาชนไทยให้รู้สึกว่าปลอดภัยมากที่สุด
ที่สำคัญหากรัฐบาลดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรง จะช่วยป้องกันไม่ให้ฝ่ายที่จ้องจะหาเงื่อนไขที่ชอบธรรมเพื่อก่อการ
“ปฏิวัติรัฐประหาร” เพราะเท่าที่ดูสถานการณ์ในขณะนี้น่าจะมีกลุ่มคนที่จ้องจะทำการปฏิวัติอยู่จริงแต่ถ้ารัฐคุมอยู่ดูแลไม่ให้มีความรุนแรงได้ ไม่ว่าฝ่ายไหน ฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายเดียวกัน สีไหน ที่หาเหตุมาทำปฏิวัติก็ทำไม่ได้ ประเทศก็จะข้ามพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้ จะได้ช่วยส่งเสริมบรรยากาศของภาคการเมืองและเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ในที่สุด
“
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมคิดว่าทุกคนต้องมีสติ มีเหตุผล ใช้เหตุผลคุยกัน และยอมรับคำพิพากษาตัดสินของศาล ซึ่งผมเชื่อว่าศาลท่านมีความยุติธรรม เหล่านี้มันน่าจะทำให้ประเทศไทยเราก้าวผ่านภาวะสุ่มเสี่ยงการเกิดปัญหาความรุนแรง การเกิดปฏิวัติ หรือภาวะวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ซึ่งถ้าเราผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้ ผมเชื่อว่าจะช่วยยกระดับประชาธิปไตยของประเทศไทยได้อีกขั้น และทำให้ประเทศมีภูมิต้านทานเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะมีเข้ามาในอนาคตได้ดีมากขึ้น เข้มแข็งขึ้น” นายนิพนธ์ ระบุทั้งนี้ สำหรับวิธีที่รัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์ได้ คงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัย 1.คำตัดสินพิพากษาของศาลจะชัดเจน มีรายละเอียด แสดงประจักษ์พยาน หลักฐานชัดเจนแค่ไหน
“
ถ้าเอกสารหลักฐาน ประจักษ์พยานชัดเจน ไม่ว่าฝ่ายไหน นักวิชาการ คู่กรณี กลุ่มผู้ชุมนุม ที่มีความรักความชอบหรือไม่ และสนับสนุนกลุ่มต่างๆ อยู่ จะสามารถยอมรับได้ และทำให้ทุกฝ่ายหันมาต่อสู้กันตามแนวทางของกฎหมายได้ด้วย”และข้อ 2 แต่ละฝ่ายต้องไม่ใช้อารมณ์ ฝ่ายรัฐต้องดูแลควบคุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมแสดงออกของกลุ่มไหนก็ตาม รวมถึงไม่ให้มือที่สามก่อความรุนแรงได้ด้วย ต้องเตรียมการป้องกันรับมือในทุกภาคส่วน
รัฐบาลต้องวางแผนเตรียมความพร้อมรับมือเหตุรุนแรง จะได้มีวิธีปฏิบัติตามแผนได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน
ขณะเดียวกันก็ต้องขอความร่วมมือกับการขนส่งรถยนต์ รถไฟ โรงแรม สถาบันการเงิน ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง ฯลฯ เพื่อการป้องกันดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรง เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว นักลงทุนต่างชาติ รวมถึงประชาชนคนไทย
“
มาตรการรักษาความปลอดภัยของรัฐเป็นเรื่องสำคัญ อย่าห่วงความไม่สะดวก เพราะถ้าเกิดเหตุรุนแรงขึ้น มีคนเจ็บคนตาย ก็จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวสถานการณ์จะแพร่กระจายเร็วมาก ยากแก่การควบคุมสถานการณ์”ขณะเดียวกันสื่อมวลชน วิทยุก็ต้องทำหน้าที่สื่อสารให้ดี ไม่ปลุกปั่นเหมือนเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 เพราะถ้ามวลชนมีมากระดับล้านคนจริง การควบคุมฝูงชนจะเป็นเรื่องอยาก
นอกจากนี้ฝ่ายแกนนำกลุ่มนปช. หรือคนเสื้อแดง เองก็ต้องคุมมวลชนให้อยู่ การเคลื่อนย้ายคนก็ต้องให้ระวัง เพราะถ้ายึดตามระบอบประชาธิปไตยการชุมนุมไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว
ส่วนปัจจัยที่ 3 รัฐบาลต้องเร่งป้องกันจัดการปัญหาต่างๆ ที่อาจจะนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขให้เกิดการปฏิวัติ โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง แต่ความรุนแรงก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะเกิดการปฏิวัติ ฉะนั้นรัฐบาลก็ต้องดูเงื่อนไขอื่นๆ ที่อาจจะนำไปสู่การปฏิวัติด้วย เช่น ปัญหาการคอร์รัปชันที่ยังเป็นข้อคลางแคลงใจของประชาชน การใช้สื่อที่ปลุกระดมสถาบัน ฯลฯ
“
ประเด็นเหล่านี้รัฐบาลต้องเร่งประเมินให้ออก ว่ามีประเด็นไหนบ้างที่จะนำไปสู่เงื่อนไขการปฏิวัติได้บ้าง แล้วรีบไปจัดการแก้ไขเสียโดยด่วน”เพราะถ้ารัฐบาลปล่อยให้เกิดการปฏิวัติได้ เกิดความรุนแรงขึ้นได้ นักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่นทันที ประชาชนผู้บริโภคก็จะไม่มั่นใจในการใช้จ่ายไปด้วย เพราะภาพความเข้าใจของต่างชาติในปัจจุบันไทยถือเป็นประเทศที่น่าลงทุนในระดับต้นๆ ของภูมิภาคนี้อยู่แล้ว ไทยเป็นประเทศเปิด น่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน ต่างชาติอยากคบค้าสมาคม ฉะนั้นถึงจะมีเหตุการณ์ให้กลุ่มเสื้อแดงออกมาชุมนุม แสดงความไม่พอใจ หาหลักฐานเอกสารมาสู้กันตามกฎหมาย ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถึงขั้นต้องเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ หรือมีการยุบสภา ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ต่างชาติเข้าใจ ขอแค่ให้เดินตามครรลองประชาธิปไตยให้ได้เท่านั้น
ส่วนภาวะเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ น่าจะพร้อมเดินหน้าขยายตัวตามเศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัวได้ ยิ่งถ้าการ เมืองนิ่งก็ไม่น่าจะมีประเด็นทำให้เศรษฐกิจสะดุด เพราะมาบตาพุดหากรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนที่ประกาศไว้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
ถ้าประเทศข้ามพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี จะช่วยให้การเมืองและเศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะถ้าการเมืองนิ่งรัฐบาลน่าจะมีเวลาหันมาจัดการงบประมาณได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ มีเวลาไปทุ่มให้กับการวางแผนการใช้งบประมาณ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศในระยะยาวได้มากขึ้น ไม่ใช่มุ่งแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นส่วนใหญ่ ใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ในระยะสั้น ด้วยการอุดหนุนค่าครองชีพน้ำไฟฟรี ทั้งที่มาตรการอุดหนุนน้ำ ไฟ ฟรี ควรจะเลิกได้แล้ว
ที่สำคัญถ้ารัฐบาลผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ น่าจะช่วยดึงประชาชนให้มีความมั่นใจต่อนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีมากขึ้น ทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะทำอะไรได้มากขึ้น แม้จะมีความเสี่ยงจากต่างประเทศหรือในประเทศเข้ามาอีกก็ไม่เป็นปัญหา เพราะถ้ารัฐบาลเข้มแข็ง ย่อมทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สนับสนุนเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพที่ควรเป็น 35%
ถ้าความมั่นใจประชาชนต่อนายกฯ อภิสิทธิ์เพิ่มขึ้นได้จากเหตุการณ์นี้ อาจจะทำให้นายกฯ เจาะเข้าถึงหัวใจคนเสื้อแดงได้ด้วย เพราะถ้าประชาชนเชื่อมั่นเชื่อถือ ด้วยนโยบายที่มีประโยชน์ ใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การประกันราคาสินค้าเกษตรที่ทำให้เกษตรกรกว่า 3.7 ล้านครัวเรือนได้ประโยชน์จริงๆ ทำไมประชาชนจะไม่ยอมรับ
“
ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องไปบอกว่าเป็นเงินที่มาจากนายกฯ อภิสิทธิ์ บอกไปเลยว่าใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน เงินภาษีประชาชน และถ้าภาพความเชื่อมั่นดีขึ้น การเมืองมีเสถียรภาพ ก็น่าจะเห็นการลงทุนตามมาในเร็วนี้” นายนิพนธ์ ระบุ...ดูเหมือนจะยังไม่มีใครบอกได้ว่าทางออกของการเมืองจะยุติอย่างไร
ความเห็นของทีดีอาร์ไอ เป็นอีกหนึ่งทิศทางประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ เพราะถ้านักลงทุนเชื่อมั่นมาขึ้น ฉะนั้นจากนี้ไปถ้าเหตุการณ์นี้ผ่านไปได้ด้วยดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเรานาจะชัดขึ้น ตามความมั่นใจประชาชนในการใช้จ่าย การซื้อสินค้า ช่วยให้มีการเพิ่มกำลังการผลิต เกิดการจ้างงาน นำไปสู่การลงทุนได้ไม่อยาก แต่ถ้าเกิดเหตุรุนแรงผลกระทบที่จะเกิดคงไม่อาจจะคาดเดา
”สำหรับแนวทางการจัดการกับทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านบาท นายนิพนธ์ มองว่า จะดำเนินการอย่างไรก็ควรอยู่ที่คำสั่งของศาลฏีกาฯ เพราะการพิพากษาครั้งนี้ศาลตัดสินเฉพาะคดีเพ่ง แม้คตส.จะฟ้องทั้งเพ่งและอาญา ส่วนคดีอาญายังแขวนไว้ก่อน ซึ่งการยึดทรัพย์ก็ต้องจำกัดเฉพาะที่ศาลตัดสินเท่านั้น ซึ่งกระบวนการจัดการศาลน่าจะมีคำสั่งที่ละเอียดชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนสินทรัพย์อื่นๆถึงแม้จะยื่นฟ้อง แต่ศาลยังไม่ได้พิจารณาตัดสินก็ไม่ควรจะไปยึดทรัพย์ไว้ก่อน เพราะจะกลายเป็นการคุมคามและไม่เป้นธรรม เ พราะถ้ายึดหลักกฎหมายก็ต้องทำให้อยู่บนบรรทัดฐานเดียวกันทั้งหมดม่ว่าฝ่ายไหน
อย่างไรก็ตาม ก่อนจบการพูดคุยนายนิพนธ์ ทิ้งท้ายว่า ถ้ารัฐบาลยึดหลักประชาธิปไตย และดำเนินตามแนวทางข้างต้น ก็เชื่อว่านายกฯอภิสิทธิ์ จะควบคุมสถานการณ์ได้ไม่อยาก เพียงแต่การเลือกเฟ้นตัวบุคคลที่จะมาทำงานในระดับหัวหน้า ผู้บังคับบัญชา ต้องเลือกเฟ้นคนที่ไม่ชอบใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาด ประเทศไทยก็น่าจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้







