posttoday
อย่าวางใจน้ำใหม่ตั้งเค้า

อย่าวางใจน้ำใหม่ตั้งเค้า

12 พฤศจิกายน 2554

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)

เปิดเผยข้อมูลว่า สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะกลับสู่ภาวะปกติภายใน 2 สัปดาห์

ขณะเดียวกัน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ก็เห็นพ้องต้องกันว่า น้ำกำลังลดในทุกพื้นที่ หากไม่มีน้ำมวลใหม่เข้ามาเพิ่ม เชื่อว่าใน 2 สัปดาห์จะสามารถทำให้เส้นทางสายหลักน้ำแห้ง แต่ถนนในซอยเล็กอาจต้องใช้เวลามากกว่า 2 สัปดาห์

ข้อมูลน้ำลดและสถานการณ์กำลังจะดีขึ้น ทำให้วันนี้ประชาชนจำนวนมากต่อแถวยาวร่วมกิโลเมตรรอขึ้นรถทหารเพื่อจะเข้าไปดูบ้านเรือนที่ทิ้งไว้ในพื้นที่น้ำท่วมขังต่างๆ

ระดับน้ำที่ลดลงอาจมองเห็นได้ด้วยตา แต่สถานการณ์น้ำจะกลับสู่ภาวะปกติภายในเวลา 2 สัปดาห์จริงหรือ คำตอบนี้จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน

ส่วนอุทกวิทยา สำนักอุทกวิทยาและบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทาน เปิดเผยการวิเคราะห์ปริมาณน้ำที่ราบลุ่มภาคกลาง จากภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พ.ย. ว่า มีปริมาณน้ำค้างทุ่งทั้งหมด 11,390 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ

ทุ่งตอนบนเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ประมาณ 1,800 ล้าน ลบ.ม. และท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมา มีอยู่ 9,590 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นพื้นที่ด้านฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 2,750 ล้าน ลบ.ม. และพื้นที่ด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา 6,840 ล้าน ลบ.ม.

แต่ปริมาณน้ำกว่าหมื่นล้าน ลบ.ม.นี้2 ใน 3 จะค้างอยู่ในทุ่งซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำ และไหลลงสู่คู คลอง แม่น้ำตามธรรมชาติ ดังนั้นคงเหลือมวลน้ำที่จะยังเป็นปัญหาไหลบ่าทุ่งจากด้านเหนือเข้าสู่พื้นที่ด้านล่างประมาณ 3,796 ล้าน ลบ.ม.

สถานการณ์น้ำจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติใน 2 สัปดาห์จริงหรือไม่ คงต้องมองดูปัจจัยแรก นั่นคือ มวลน้ำ 2 ใน 3 ที่คาดว่าจะไหลลงสู่คู คลอง แม่น้ำต่างๆ นั้น ได้ไหลลงไปตามระบบธรรมชาติแล้วหรือยัง

จากข้อมูลของศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน พบว่า ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาวันที่ 11 พ.ย. ที่ จ.นครสวรรค์ ต่ำกว่าตลิ่ง 89 เซนติเมตร จ.ชัยนาท ต่ำกว่าตลิ่ง 16 เซนติเมตร ขณะที่ช่วงไหลผ่าน จ.สิงห์บุรี ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 51 เซนติเมตร ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลง 41 เซนติเมตร

จ.พระนครศรีอยุธยา สูงกว่าตลิ่ง 66 เซนติเมตร ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลง 14 เซนติเมตร จ.ปทุมธานี สูงกว่าตลิ่ง75 เซนติเมตร ตลอดสัปดาห์ลดลง 11 เซนติเมตร และช่วงไหลผ่าน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ระดับน้ำเจ้าพระยายังคงสูงกว่าตลิ่ง 38 เซนติเมตร ตลอดสัปดาห์ลดลง 6 เซนติเมตร

จะเห็นได้ว่าแม้น้ำด้านเหนือจะลดลงในปริมาณมาก แต่น้ำทางด้านทิศใต้กลับลดลงน้อยกว่ามาก เนื่องจากน้ำเหนือไหลลงมาสมทบกับน้ำตอนล่าง ขณะที่การระบายออกสู่ทะเลกลับทำได้น้อย เนื่องจากเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ 2

กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ระบุว่าน้ำจะขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 19 พ.ย. จากนั้นวันที่ 2026 พ.ย. น้ำทะเลจะลดต่ำลงและจะหนุนสูงอีกครั้งในช่วงวันที่ 27พ.ย.2 ธ.ค. ซึ่งจะสูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยจะอยู่ที่ระดับ 1.31 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.)

ด้านการระบายน้ำในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งกรมชลประทานและ กทม. ต่างเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในจุดต่างๆ เพื่อเร่งสูบน้ำออกบริเวณทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง สูบน้ำและเร่งระบายน้ำวันละ 43 ล้าน ลบ.ม. ส่วนทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก รวมสูบน้ำและระบายวันละ 78 ล้าน ลบ.ม. แต่ก็ไม่ได้ทำให้ระดับน้ำลดลงมากเท่าใด

คำนวณคร่าวๆ ได้ว่า ระดับน้ำที่ อ.ปากเกร็ด ซึ่งสูงกว่าตลิ่ง 38 เซนติเมตร มีอัตราลดลงวันละ 1 เซนติเมตร จะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 30 วัน จึงจะลดลงจนระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง ซึ่งจะทำให้น้ำค้างทุ่งทั้งด้านตะวันออกและตะวันตกไหลระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยา และระดับน้ำที่ท่วมขังลดลงได้

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการคณะทำงานจัดการน้ำในพื้นที่วิกฤต ศปภ. เชื่อมั่นว่า การวางกระสอบทรายยักษ์หรือบิ๊กแบ็กสามารถลดปริมาณน้ำเข้าในพื้นที่ กทม.ให้เหลือเพียงวันละ 1020 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่สามารถระบายน้ำออกได้วันละ 30 ล้าน ลบ.ม.

ความเชื่อมั่นของ ศปภ. มาจากการคาดการณ์ว่าน้ำจะไม่เข้ามามากกว่านี้ เพราะหากเท่าเดิมคือไม่เกิน 20 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ก็สามารถระบายน้ำที่ไหลเข้าออกได้ทั้งหมด แถมยังสูบน้ำที่ขังอยู่เดิมออกได้อีกวันละ 10 ล้าน ลบ.ม. หากสถานการณ์คงที่เช่นนี้ เพียง 10 วันก็น่าจะสูบน้ำกว่า 105 ล้านลบ.ม. ที่ขังอยู่ในพื้นที่ด้านเหนือออกได้หมด

แต่ข้อเท็จจริงก็คือมวลน้ำด้านเหนือมีแนวโน้มจะไหลเข้ามากขึ้น โดยค่ำวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา มีประชาชนใกล้ สน.ดอนเมือง รื้อแนวบิ๊กแบ็กกว้างประมาณ 5 เมตร ทำให้น้ำไหลเข้ามาในพื้นที่ กทม.มากขึ้น

ขณะที่ เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม มูลนิธิอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร เสนอข้อมูลอีกทางหนึ่งว่า มวลน้ำเหนือ กทม.มีประมาณ 3,300 ล้าน ลบ.ม. แม้ส่วนใหญ่จะไหลลงคู คลอง แม่น้ำตามธรรมชาติแต่จะเหลืออีก 30% หรือประมาณ 900 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งไม่สามารถไหลลงแม่น้ำคู คลองได้ อย่างไรก็ต้องเข้ามาใน กทม.

หาก กทม.มีศักยภาพสูบน้ำออกได้วันละ 3040 ล้าน ลบ.ม. มวลน้ำ 900 ล้าน ลบ.ม. จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 60 วัน ถึงจะสูบและระบายน้ำออกได้หมด

จากปัจจัยระดับน้ำที่ลดลงอย่างช้าๆ การระบายน้ำที่จะมีปัญหาจากภาวะน้ำทะเลหนุนสูง และมวลน้ำอีกมหาศาลเกือบหมื่นล้าน ลบ.ม.ที่ค่อยๆ ไหลบ่าลงมา ทำให้ยากจะปลงใจเชื่อมั่นได้ว่าชีวิตที่ปกติ ปราศจากน้ำท่วมขัง จะกลับคืนมาภายใน 2 สัปดาห์นับจากนี้

และหากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่ ศปภ.ประกาศไว้ จากนี้ไปความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อ ศปภ.ที่น้อยอยู่แล้ว ก็คงไม่มีเหลือให้อีกต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว