
การบริหารชาติยามวิกฤต
นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็ควรประเมินผลงานในการบริหารวิกฤตของประเทศจากมหาอุทกภัยที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เพื่อแก้ไขวิธีการบริหารงานให้ดีขึ้น
นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็ควรประเมินผลงานในการบริหารวิกฤตของประเทศจากมหาอุทกภัยที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เพื่อแก้ไขวิธีการบริหารงานให้ดีขึ้น
โดย..พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
การบริหารประเทศเป็นการบริหารที่ซับซ้อนและมีพลวัต ต้องใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและหลักวิชาการเข้าช่วย นอกจากนั้นยังมี “ความท้าทาย” (Threat) จากบุคคลที่ไม่หวังดีต่อประเทศ รวมทั้งภัยจากธรรมชาติ
ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการจึงเสนอแนะให้นักบริหารยุคใหม่นำระบบธรรมาภิบาลเข้ามาใช้ โดยลดการใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจด้วยตนเอง และใช้ข้อมูลจากนักวิชาการประกอบการตัดสินใจเพื่อให้มีเหตุผลมากขึ้น ตัวผู้นำเองต้องเป็นคนใจกว้างยอมรับความคิดเห็นจากบุคคลทุกฝ่าย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อให้ได้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและมีพลวัตเหล่านั้น
ตัวผู้บริหารเองต้องศึกษาอำนาจหน้าที่และกฎ ระเบียบ แบบธรรมเนียมต่างๆ อย่างละเอียดเพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือด้านกฎหมายตามอำนาจของตน เป็นกรอบในการตัดสินใจเลือกหนทางปฏิบัติ และมาตรการได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับบริบทของประเทศมากที่สุด
ทุกประเทศจะใช้การบริหารองค์การเชิงยุทธศาสตร์ 3 ระดับ ซึ่งนำมาจากการบริหารงานของทหารที่เชี่ยวชาญในการบริหารสถานการณ์ที่พลิกผัน ได้แก่ ระดับยุทธศาสตร์ ระดับปฏิบัติการ และระดับยุทธวิธี เป็นมาตรฐานในการบริหารราชการ
ตามแนวคิดนี้ นักการเมืองจะเข้ามาบริหารระดับ “ยุทธศาสตร์” ให้ข้าราชการประจำไปศึกษาหาหนทางปฏิบัติและมาตรการที่เป็นไปได้ มาให้นักการเมืองตัดสินใจตกลงใจเลือกหนทาง โดยมีการรายงานผลการปฏิบัติงานตามระยะเวลาที่ฝ่ายบริหารกำหนด
ความสำเร็จของการบริหารลักษณะนี้อยู่ที่ความสามารถในการกำหนดเป้าหมายในอนาคต ทั้งระยะยาว ระยะปานกลาง ระยะสั้น ที่แม่นยำ ซึ่งเรียกกันอย่างคุ้นปากว่า “วิสัยทัศน์”
อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดสามารถคาดคิดเหตุการณ์ในอนาคตได้ทุกเรื่อง จึงต้องกำหนดมาตรการในการบริหารเมื่อมีเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยให้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขปัญหา มากกว่าในยามปกติซึ่งต้องปฏิบัติงานที่ซับซ้อนต้องบูรณาการระหว่างหลายหน่วยงาน
ในระบบการบริหารราชการแผ่นดิน จึงมีกฎหมายหลายฉบับที่เตรียมการไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน หนึ่งในนั้นคือ พ.ร.ก.ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้เป็นผลพวงมาจากมหาภัยพิบัติสึนามิในภาคใต้ แต่ในขั้นตอนของการตรากฎหมายได้เพิ่มกรณีการก่อความสงบเข้าไปด้วย จึงทำให้หลายคนแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีเข้าใจว่าเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจทหารเหนือพลเรือนเช่นเดียวกับกฎอัยการศึก
นิยามของ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ในกฎหมายฉบับนี้ ได้เขียนไว้ว่า “...หรือการป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง” จึงสามารถอธิบายได้ว่า กฎหมายฉบับนี้เตรียมไว้ให้รัฐบาลใช้เมื่อมีภัยพิบัติสาธารณะที่ร้ายแรง
ถ้ารัฐบาลประเมินว่า มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นนี้เป็นวิกฤตการณ์เกิดอย่างฉุกเฉินหรือไม่คาดคิดมาก่อนและมีความร้ายแรง ก็ชอบที่จะพิจารณาประกาศพื้นที่ฉุกเฉินเพื่อ “ฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน” ตามที่ให้อำนาจไว้ในมาตรา 5
ที่กล่าวหาว่ากฎหมายนี้ให้อำนาจทหารนั้น คงจะเป็นความเข้าใจผิด เพราะนายกรัฐมนตรีสามารถเลือกใช้กำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนใดก็ได้
ในมาตรา 5 ปลดล็อกการข้อกำหนดในการใช้กำลังทหารให้นายกรัฐมนตรีสั่งใช้กำลังทหารในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ด้วยตนเองหรือมอบให้ผู้อื่นสั่งการแทนตามมาตรา 7
เครื่องมือในการบริหารที่ให้ฝ่ายบริหารใช้บริหารยามฉุกเฉินกำหนดไว้ในมาตรา 9 จะสามารถเลือกใช้ในบางพื้นที่ หรือบางบริเวณ หรือบางเวลาได้
ยังให้อำนาจนายกฯ ตั้งหน่วยงานพิเศษตามมาตรา 7 วรรคห้า เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์และฟื้นฟูให้คืนสภาพปกติได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
คงไม่สายที่นายกรัฐมนตรีนำรัฐบาลของท่านกลับมาบริหารเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นมาตรฐานในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานของรัฐให้สอดคล้องกัน







