
ปชป.ซัดรัฐกักน้ำเขื่อนจนวิกฤต
ปชป.โชว์ตัวเลขซัดรัฐบาลอุ้มน้ำในเขื่อนจนวิกฤต ชี้ น้ำเข้าเยอะแต่กักเอาไว้ทำนา 3 ครั้งต่อปี "ธีระ"แจงสภาพดินฟ้าอากาศเกินจะพยากรณ์
ปชป.โชว์ตัวเลขซัดรัฐบาลอุ้มน้ำในเขื่อนจนวิกฤต ชี้ น้ำเข้าเยอะแต่กักเอาไว้ทำนา 3 ครั้งต่อปี "ธีระ"แจงสภาพดินฟ้าอากาศเกินจะพยากรณ์
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 จำนวน 2.3 ล้านล้านบาท ในช่วงบ่ายเนื้อหาการอภิปรายที่น่าสนใจอยู่ที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้แสดงตัวเลขปริมาณน้้ำเปรียบเทียบหลังจากพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการยุบสภาฯและพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นมาจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลเองไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์สมัยเป็นรัฐบาล โดยตัวเลขการกักเก็บน้ำของกรมชลประทานระบุว่าในวันที่ 10 พ.ค.2554 วันยุบสภาฯ เขื่อนภูมิพล กักน้ำอยู่ 46% หรือ 6.1 พันล้านลบ.บ.จากความจุทั้งหมด 1.3 หมื่นล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิตติ์ กักน้ำอยู่ 51% หรือ 4.8 พันล้านลบ.ม.จากความจุ 9.5 พันล้านลบ.ม.ส่วนเขื่อนป่าสักเก็บไว้ 31% จากความจุทั้งหมด 758 ล้านลบ.ม.
ต่อมา วันที่ 3 ก.ค.วันเลือกตั้ง เขื่อนภูมิพลเก็บน้ำไว้ 58% หรือ 7.7พันล้านลบ.ม. เขื่อนสิริกิตติ์ 65 % หรือ 6.2 พันล้านลบ.ม. เขื่อนป่าสัก 58% หรือ 457 ล้านลบ.ม. วันนี้เป็นวันที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้งศูนย์อำนาจทั้งหมดย้ายไปอยู่ที่พรรคเพื่อไทย
วันที่ 5 ส.ค. วันเลือกน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เขื่อนภูมิพลมีน้ำ 66 % เขื่อนสิริกิตติ์มีน้ำ 84% และ เขื่อนป่าสักมีน้ำ 30% ปริมาณน้ำต้นเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นมีปัจจัยจากพายุนกเตนระหว่างวันที่ 31ก.ค.-5ก.ค. ขณะที่ วันที่ 8 ส.ค.วันโปรดเกล้าฯนายกฯ เขื่อนภูมิพลมีน้ำ 69% คิดเป็น 9.2 พันล้านลบ.ม. เขื่อนสิริกิตติ์มีน้ำ 85% คิดเป็น 8.3 พันล้านลบ.ม. เขื่อนป่าสัก 34 % คิดเป็น 266 ล้านลบ.ม.
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า เมื่อมีโปรดเกล้านายกฯแล้วรัฐธรรมนูญมาตรา 176 วรรค 2 ระบุว่า ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนสามารถสั่งการเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินได้ตามความจำเป็นได้แม้จะยังไม่มียังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็ตามซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว ทั้งนี้ในวันที่ 1-7 ส.ค.มีปริมาณน้ำเข้าเขื่อนมากที่สุด ดังนั้น จังหวะที่ต้องระบายเร่งด่วนมากที่สุด คือ หลังจากวันที่ 7 ส.ค.ถ้าจะปล่อยน้ำในช่วงเดือนก.ย.จะไม่สามารถทำได้เพราะมีพายุเข้ามาอีก เท่ากับว่ารัฐบาลบริหารความเสี่ยงผิดพลาด
สส.พัทลุง กล่าวว่า นอกจากนี้นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลังเขียนข้อความในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 28 ต.ค.ว่าอุปสรรคการจัดการน้ำมาจากการพร่องน้ำในเขื่อนใหญ่ๆน้อยเกินไป และที่ต้อพร่องน้ำน้อยไปเพราะต้องการเก็บน้ำเอาไว้สำหรับการปลูกข้าว 3 ครั้งต่อปี ถ้าปล่อยน้ำมาทำให้ที่ลุ่มภาคกลางเสียหายและเกษตรจะเสียหายคำนวนได้ประมาณ 7 พันล้านบาท รัฐบาลจึงไม่ปล่อยน้ำลงมาในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
"นอกจากพร่องน้ำแล้วยังไม่มีการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ โดยนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเมื่อวันที่ 5 ก.ย.ว่า ได้สั่งให้กรมชลประทานประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยลดการระบายเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่เขื่อนภูมิพลรวมถึงการหน่วงน้ำเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้ไหลเกิน 2.3 พันล้านลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อให้ชาวนาในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาเก็บเกี่ยวข้าวได้เสร็จในช่วงนี้ ผมเห็นว่าถ้าช่วงนั้นเราพร่องน้ำลงมาบ้างน้ำจะไม่วิกฤตขนาดนี้ ดังนั้น ปัญหาน้ำท่วมกทม.และปริมณฑลเวลานี้ คือ ไม่ปล่อยให้ไหลเป็นธรรมชาติในแม่น้ำและทางระบายน้ำ แต่น้ำกลับลงทุ่ง เพราะกักน้ำไว้ไม่ปล่อยมาลงมาที่บริเวณลุ่มเจ้าพระยาตั้งแต่สุพรรณบุรี"
นายนิพิฏฐ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาทั้งหมดจึงไม่ได้อยู่ปริมาณน้ำเพราะในภาคกลางน้ำเพิ่มขึ้นเพียง ประมาณ15% โดยเพิ่มขึ้นมากที่ภาคเหนือและมากกักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพลและสิริกิตติ์เกินไปบวกกับการบริหารจัดการน้ำไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลทั้งตะวันตกและตะวันออก เท่ากับกลายเป็นวิกฤตการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลชุดนี้ เรื่องนี้ต้องมีการสอบสวนครั้งใหญ่ ความเสียหายของประเทศเป็นล้านล้านบาทไม่ใช่แค่แสนล้าน ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนไม่มีอีกแล้วหากจัดการน้ำในลักษณะนี้
"ท่านนายกฯไม่มีบารมี ไม่สามารถจัดการได้ สั่งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบการจัดการน้ำได้อย่างไรได้ ท่านไปเชื่อคนนอก ใช้การเมืองมาจัดการกับน้ำปัญหามันเลยวิกฤต ผมเห็นด้วยกับที่มีคนบอกว่านายกฯควรพูดให้น้อยหน่อย เพราะท่านพูดเยอะมันก็ผิดพลาดเยอะ คนเราจะดูว่าโง่หรือฉลาดต้องดูที่การพูด ผมแนะนำนายกฯว่าท่ามกลางวิกฤตขณะนี้ท่านนายกฯพูดให้น้อยลงปัญหาจะน้อยลง" นายนิพิฏฐ์ กล่าว
ด้าน นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า การบริหารจัดการน้ำขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นโดยต้องดูแต่ละกรณีไป เช่น ช่วงเวลาของการเกิดของพายุมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำอย่างไร เป็นต้น ในเขื่อนแต่ละเขื่อนมีหลักวิธีปฎิบัติโดยจะดูว่าในเขื่อนมีเกณฑ์กักเก็บน้ำสูงและต่ำสุดอย่างไรโดยต้องให้ทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์กัน
สำหรับสาเหตุการไม่ระบายน้ำออกจากเขื่อนเพราะเวลานั้นมีการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก และในปี 2553 เขื่อนภูมิพลและสิริกิตติ์อยู่ทีประมาณ 31 % ของความจุทั้งหมดมีน้ำใช้การประมาณ 500 ล้านลบ.ม.ตอนนั้นได้ประกาศให้ชาวนาเลื่อนการทำนาปีต่อไปและได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีในเวลานั้นเช่นกันโดยให้ชดเชยกับเกษตรในฐานะเลื่อนการทำนาปีออกไป
นายธีระ กล่าวว่า ตั้งแต่ปลายเดือนมิ.ย.ได้รับอิทธิพลไหม่า นกเตน ไห่ถาง เนสาด มาถึงนาลแก ติดต่อกันหลายเดือนฝนตกในตอนเหนือจำนวนมาก นอกจากนั้นร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนประกบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรง ภาคเหนือมีปริมาณฝนเฉลี่ยมากกว่า 50% ฝนภาคลางตอนบนมากกว่า 40-50% ทำให้น้ำท้ายเขื่อนและต้นเขื่อนมีมาก
"ไม่ว่าผมอยู่ในรัฐบาลไหนผมก็ทำอย่างนี้ เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาสามารถพยากรณ์อากาศได้เพียงล่วงหน้า 7 วันเท่านั้น ถ้าทุกคนสามารถคาดการณ์ได้หมดเหมือนขงเบ้งหยั่งรู้ดินฟ้าอากาศคิดว่าเราคงไม่ต้องมานั่งเถียงกันอย่างในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการจัดการน้ำขึ้นอยู่กับสถานการณ์" นายธีระ กล่าว
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กล่าวชี้แจงว่า การเขียนข้อความในเฟสบุ๊กส่วนตัวนั้นเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ตอบคนที่เข้ามาสอบถามถึงแผนการบริหารจัดการน้ำในอนาคต โดยอธิบายถึงระดับน้ำในปี 2554 จากระดับต่ำสุดถึงสูงสุดในพื้นที่เหนือเขื่อนสูงถึง 7.5พันล้าน ลบ.ม. สูงกว่าระดับน้ำในปี 2552 และ 2553 ที่มีเพียง 5 พันล้านลบ.ม. สูงกว่า ระดับปกติถึง 50 % ดังนั้นจึงทำให้การป้องกันรับมือทำได้ยากขึ้น
ทั้งนี้ จากพื้นที่เดิมที่เคยท่วม 2 เมตร ปีนี้ก็จะท่วม 3-4.5 เมตร จากชุมชนที่เคยสร้างกำแพงป้องกันไว้ระดับเดิมคิดว่าจะพอป้องกันได้ มาปีนี้น้ำเพิ่มมา 50 % ก็ไม่สามารถป้องกันได้ ทางออกที่พยามจะป้องกันน้้ำท่วมผ่านการบริหารน้ำไปทำการเกษตรให้ยืดหยุ่นมากขึ้น อาจทำได้สองทาง คือ 1หากกักน้ำน้อยเกินไปก็เสี่ยงที่จะกระทบต่อภาวะน้ำแล้ง ควรจะทำแหล่งน้ำชุมชนขึ้นมา และ 2. การปลูกข้าวจากเดิมทำปีละ 3 ครั้งควรทำเหลือเพียงแค่ 2 ครั้ง เพื่อจะได้มีเวลาพัฒนาคุณภาพดินและลดการระบาดของเพลี้ยและโรคอื่นๆได้ด้วย







