posttoday
อัดงบไม่ตอบโจทย์ประเทศจี้เลิกประชานิยมช่วยน้ำท่วม

อัดงบไม่ตอบโจทย์ประเทศจี้เลิกประชานิยมช่วยน้ำท่วม

10 พฤศจิกายน 2554

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 วงเงิน 2.3 ล้านล้านบาท

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 วงเงิน 2.3 ล้านล้านบาท

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 วงเงิน 2.3 ล้านล้านบาท วานนี้ เป็นวันแรกของการอภิปราย โดยฝ่ายค้านให้น้ำหนักของเนื้อหาอยู่ที่การวิจารณ์งบประมาณในส่วนของการฟื้นฟูปัญหาน้ำท่วม

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ว่า รัฐบาลจัดงบประมาณไม่ตอบโจทย์ประเทศ ขาดการจัดลำดับความสำคัญ จึงเกรงว่าจะมีการรุมทึ้งงบกลาง 1.2 แสนล้านบาท จนขาดความโปร่งใส

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีควรทอนงบกลางลง 7 หมื่นล้านบาท เข้าสู่งบปกติในช่วงการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญฯ พิสูจน์ความจริงใจในการใช้งบประมาณเพื่อส่วนรวม เพราะเชื่อว่ากว่าจะถึงกลางเดือน ธ.ค. รัฐบาลต้องทราบแล้วว่าจะนำเงินไปใช้ในส่วนใดบ้าง แต่ถ้าถึงช่วงเวลาดังกล่าวแล้วยังไม่รู้ว่าจะใช้เงินเพื่ออะไร จึงไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายเงิน 7 หมื่นล้านบาท ภายในสิ้นเดือน ก.ย.ปีหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพราะรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจ้องใช้งบประมาณก้อนนี้เนื่องจากไม่ถูกตรวจสอบโดยรัฐสภา ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

อัดงบไม่ตอบโจทย์ประเทศจี้เลิกประชานิยมช่วยน้ำท่วม

 

อภิสิทธิ์ ยังเสนอให้รัฐบาลทบทวน 4 นโยบายไม่จำเป็นมาฟื้นฟูประเทศและจ้างงาน คือ รถยนต์คันแรก ซึ่งจะทำให้รัฐขาดรายได้ 3 หมื่นล้านบาท สามารถนำเอาเงินส่วนดังกล่าวจ้างแรงงานได้ 1 ล้านคน ในอัตรา 300 บาทต่อวัน ได้ถึง 3 เดือน เช่นเดียวกับนโยบายบ้านหลังแรกราคา 35 ล้านบาท ควรใช้เงินส่วนดังกล่าวมาฟื้นฟูดูแลบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วม จะมีความเหมาะสมมากกว่า

นอกจากนี้ รวมถึงกรณีการแจกแท็บเล็ต วงเงินงบประมาณ 1,900 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน จึงควรปรับงบประมาณดังกล่าวมาฟื้นฟูให้ประชาชนใช้ชีวิตเป็นปกติได้โดยเร็วที่สุด เช่นเดียวกับการลดภาษีนิติบุคคลที่จะเริ่มในปีหน้า ควรจะกำหนดให้ตรงเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม ยังสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการตามนโยบาย 2 เรื่อง คือ ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท เพราะจะเป็นการรักษากำลังซื้อของประชาชน ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจในภาวะที่ภาคเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว

อภิสิทธิ์ ยังเสนอให้นายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับ รมว.คลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การเงินการคลังระยะกลางในช่วง 23 ปีหน้า และต้องทบทวนตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับสถานะการเงินการคลังตามความเป็นจริง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาคมโลก มากกว่าที่รัฐบาลจะมุ่งใช้เงินลงทุน 9 แสนล้านบาท ในโครงการนิวไทยแลนด์ และควรประเมินให้ชัดว่าจะมีวิธีการจัดการเรื่องการเงินการคลังอย่างไร เป็นภาระงบประมาณเท่าไหร่ เงินกู้เท่าไหร่ โดยเชื่อว่าการขาดดุลงบประมาณปีหน้าจะสูงมากกว่า 4 แสนล้านบาท

จากนั้น เกียรติ สิทธีอมร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากภัยธรรมชาติทั้งหมด แต่มาจากประสิทธิภาพในการจัดการน้ำของรัฐบาล โดยสะท้อนได้จากตัวปริมาณน้ำฝนเปรียบเทียบระหว่างปี 2553 และ 2554 ซึ่งปี 2553 ตั้งแต่เดือน ม.ค.ต.ค. 2553 มีปริมาณน้ำฝนประมาณ 5,000 มิลลิเมตร ส่วนในช่วงเดียวกันของปี 2554 ประมาณ 6,900 มิลลิเมตร แสดงให้เห็นว่าในปี 2554 มีน้ำฝนเพิ่มขึ้นเพียง 17% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่ทำไมรัฐบาลชุดนี้ถึงไม่สามารถจัดการได้ กลับปล่อยให้มีความเสียหาย

“การแก้ไขปัญหาจะสำเร็จได้รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเพื่อฟื้นฟูประเทศและการสร้างมาตรการป้องกันในระยะยาว แต่ล่าสุดหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ได้ลงบทความโดยอ้างคำสัมภาษณ์ของ ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่า ปีต่อไปประเทศไทยน้ำจะท่วมลักษณะนี้ การส่งสัญญาณลักษณะนี้ถือเป็นอันตรายต่อภาคเอกชนมาก โดยเฉพาะการจะไปซื้อประกันในต่างประเทศที่จะต้องเจอกับเงื่อนไขมากขึ้น จึงอยากถามว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร”

กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มองว่า การตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ถึง 4 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีเจตนาต้องการกู้เงินจำนวนมหาศาล จึงไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลชุดนี้เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่พอมาเป็นรัฐบาลกลับดำเนินการกู้เงินจำนวนมากเสียเอง ประกอบกับรัฐบาลมีแนวโน้มไม่มีการปรับการตั้งงบประมาณเพื่อนำไปสู่งบประมาณสมดุลในระยะยาว ดังนั้นในระยะ 23 ปีรัฐบาลต้องชี้แจงต่อประชาชน

“อยากเห็นรัฐบาลยุติการลดการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% โดยขอให้รัฐบาลไปคุยกับกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ว่าขอเลื่อนไปอีก 1 ปี ซึ่งเชื่อว่าจะเข้าใจ เพราะจะทำให้รัฐบาลมีรายได้ 1 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปตั้งกองทุนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพื้นฟูกิจการหลังจากน้ำท่วม และเลิกนโยบายที่ผิดกาลเทศะ เช่น รถคันแรก บ้านหลังแรก โดยให้เลื่อนไป 1 ปี เพื่อจะเอาเงินมาใช้สำหรับการฟื้นฟูน้ำท่วมและลดภาระการกู้เงินให้น้อยลง ซึ่งจะสามารถจ้างแรงงานได้วันละ 300 บาทถึง 3 เดือน” กรณ์ กล่าว

ขณะที่ สส.เพื่อไทยต่างได้อภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลพร้อมกับตอบโต้ กทม.ถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วย โดย จิรายุ ห่วงทรัพย์ สส.กทม. อภิปรายตอบโต้ว่า ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม.มีสาเหตุมาจากปัญหาการเมือง เพราะรัฐบาลและ กทม.เป็นคนละพรรคกัน ทำให้เกิดปัญหาการประสานงานและสร้างความไม่เข้าใจกันในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำหรือการจัดหาเครื่องสูบน้ำ ดังนั้นจะมาโทษรัฐบาลอย่างเดียวจึงไม่ถูกทั้งหมด

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ กล่าวว่า การจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ที่ถูกอภิปรายว่าไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เพราะเป็นช่วงที่คาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งระหว่างรัฐบาลเก่ากับรัฐบาลใหม่ ส่วนงบประมาณเพื่อชดเชยน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท ต้องยอมรับว่าตัวเลขดังกล่าวยังไม่เป็นข้อยุติเนื่องปัญหาน้ำท่วมยังคงอยู่ ทำให้การคำนวณเรื่องค่าใช้จ่าย หรือค่าชดเชยนั้นอาจจะไม่นิ่ง

ด้าน ปลอดประสพ ชี้แจงว่า ต่อไปนี้ประเทศไทยเสี่ยงต่อเหตุการณ์น้ำท่วมทุกปี เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปทำให้ปัญหาภัยธรรมชาติจะตามมาอย่างแน่นอน เช่น ในปีนี้ฝนตกมากขึ้น 38% และฝนมาเร็วกว่าเดือนครึ่งจากร่องมรสุมที่มากขึ้น ประกอบกับก่อนที่เราจะมาเป็นรัฐบาลในวันนี้น้ำที่มีอยู่ในเขื่อนมากกว่าปกติหลายเท่าส่งผลให้มีน้ำเพิ่มขึ้น

“จากสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนไปเนื่องจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกรัฐบาลต้องแจ้งให้ประชาชนรับทราบ และต้องการให้ทุกฝ่ายหาทางแก้ไขและปรับตัวให้กับสถานการณ์เพื่อความอยู่รอด ซึ่งรัฐบาลไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ต้องดำเนินการ แต่ทุกรัฐบาลทั่วโลกก็ต้องทำเช่นกัน” ปลอดประสพ กล่าว  

 

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ